วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การเงิน การธนาคาร และการคลัง

การเงินและการธนาคาร
เหตุที่เงินมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจเพราะการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับรายได้ ผลผลิต การจ้างงาน และการเปลี่ยนแปลงในปริมาณเงินจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอัตราดอกเบี้ย และจากการที่อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงนั้นก่อให้เกิดผลกระทบในการลงทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการใช้จ่ายมวลรวม ผลกระทบเหล่านี้ย่อมมีอิทธิพลต่อความเจริญเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ความหมายของเงิน
เงิน หมายถึง สิ่งที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และเป็นที่ยอมรับในการชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เงินประกอบด้วย เหรียญกษาปณ์ ธนบัตร เงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งสามารถสั่งจ่ายด้วยเช็ค และบัตรเครดิต เป็นบัตรที่สามารถนำไปซื้อสินค้าและบริการได้สะดวก

หน้าที่ของเงิน

1. เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เงินใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนการตกลงซื้อขาย
เพราะเงินมีอำนาจซื้อ ทำให้ผู้ถือเงินสามารถซื้อหาสินค้าและบริการได้

2. เป็นเครื่องวัดมูลค่า หน่วยของเงินสามารถใช้เป็นมาตรฐานในการวัดมูลค่าของสินค้า และบริการทำให้ทราบว่าสินค้าและบริการแต่ละชนิดมีมูลค่าแตกต่างกัน เช่น ราคาเสื้อตัวละ100 บาท กางเกงตัวละ 200 บาท
3. เป็นมาตรฐานในการชำระหนี้ภายหน้า เช่น การกู้ยืมเงิน การประกันภัย ฯลฯ
4. เป็นเครื่องรักษามูลค่า เงินเป็นสินทรัพย์รูปแบบหนึ่งที่คนทั่วไปนิยมเก็บสะสม
เพราะเงินเป็น ทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องมากที่สุด เช่น พ่อค้าขายของชำในหมู่บ้านซื้อสินค้ามาไว้เพื่อขายทรัพย์สินจะอยู่ในรูป ของสินค้า ถ้าพ่อค้าจำหน่ายสินค้าจะได้รับเงินมาหมุนเวียน แต่ถ้าพ่อค้าไม่ได้ขายสินค้า ก็เป็นการเก็บรักษา มูลค่าของสินค้านั้นไว้แทนเงิน

คำนิยามของปริมาณเงิน
ปริมาณเงินในความหมายแคบ (M1) หมายถึง เงินเหรียญ ธนบัตร และเงินฝากประเภทกระแสรายวัน
ปริมาณเงินในความหมายกว้าง (M2 ) M1 + เงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำของภาคเอกชน
ตลาดการเงิน ( Finance Market)
บทบาทของตลาดการเงิน ตลาดการเงินจะเป็นแหล่งระดม หรือหาเงินทุนจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ โดยระดมจากบุคคลที่มีเงินออมเหลือโดยโอนไปเป็นเงินลงทุนทั้งหมด การระดมเงินทุนดังกล่าวจึงต้องอาศัยตัวกลาง ซึ่งเรียกว่า ตลาดการเงิน เพื่อให้ผู้ออม และผู้ลงทุน ซึ่งมีจำนวนมาก สามารถเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างหน่วยเศรษฐกิจที่มีเงินเหลือไปให้หน่วยเศรษฐกิจที่ต้องการ
เงินลงทุน โดนผ่านตลาดการเงิน ซึ่งจะมีสถาบันทางการเงินต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ระหว่างผู้ออมกับผู้ลงทุน โดยผู้ออมจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเงินฝาก และผู้กู้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่สถาบันการเงินต่าง ๆ มากกว่าผลตอบแทนที่ผู้ออมได้รับ
ตลาดการเงินจะเป็นตัวกลางทางการเงินที่อยู่ในรูปสถาบันการเงิน หรือมิใช่สถาบันการเงินทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินทุนทั้งนาระยะสั้นและระยะยาว โดยใช้เครื่องมือทางเครดิตเป็นหลักฐานในการกู้ยืม ซึ่งได้แก่ สัญญากู้ยืมระยะสั้น ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน พันธบัตร เงินกู้ เป็นต้น

ตลาดการเงินตามระบบ
1. ตลาดการเงินในระบบ (Organized Market) คือแหล่งให้มีการให้กู้ยืมกัน โดยมี
สถาบันการเงินต่าง ๆ ดำเนินงานภายในขอบเขตของตัวบทกฎหมาย ระเบียบกฎเกณฑ์ ในการปฏิบัติจะแตกต่างไปตามประเภทของสถาบันตามที่กฎหมายระบุ เช่น ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารออมสิน บริษัทเงินทุน ตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น
2. ตลาดการเงินนอกระบบ ( Unorganized Market) เป็นแหล่งเงินที่มีการกู้ยืม
ระหว่างผู้ต้องการเงินกับผู้ให้กู้ยืม โดยไม่มีกฎหมายรองรับ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย เช่น การเล่นแชร์ ยืมเงินจากเพื่อนสนิท ญาติ รับจำนำ ซื้อขายแบบผ่อนส่ง เป็นต้น แหล่งการเงินแบบนี้มักจะเกิดขึ้นเองตามความจำเป็น และความต้องการของสิ่งแวดล้อม ทำให้มีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจการเงินค่อนข้างสูง

ดุลยภาพในตลาดเงิน
อุปสงค์ของเงิน(Demand for money) แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. อุปสงค์ของเงินเพื่อจับจ่ายใช้สอย โดยปกติทุกคนต้องถือเงินไว้จำนวนหนึ่งให้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในกิจวัตรประจำวัน สาเหตุที่คนเราต้องถือเงินไว้เพราะรายรับและรายจ่ายไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน แต่การใช้จ่ายจะเกิดขึ้นตลอดเวลา ปัจจัยคัญที่กำหนดอุปสงค์ต่อเงินเพื่อจับจ่ายใช้สอยก็คือ รายได้ประชาชาติ ถ้ารายได้ประชาชาติสูง ความต้องการถือเงินไว้ใช้จ่ายก็จะสูงด้วย อุปสงค์ต่อเงินประเภทนี้จะผันแปรไปโดยตรงกับระดับรายได้ประชาชาติ และอุปสงค์ต่อเงินประเภทนี้ยังขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย เพราะในขณะใดขณะหนึ่งเราถือเงินไว้จะเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสใน
รูปของอัตราดอกเบี้ยที่ควรจะได้รับ จากการเอาเงินไปลงทุนทำอย่างอื่น ดังนั้นถ้าหาก
อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น อุปสงค์ต่อเงินประเภทนี้จะลดลง เหตุผลก็คือผู้มีเงินจะจัดสรรเงินไปซื้อหลักทรัพย์ หรือฝากธนาคารไว้ เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนก็คือ ดอกเบี้ย นั่นเอง
2. ความต้องการถือเงินเพื่อสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน โดยทั่วไปคนเราจำเป็นต้องถือเงิน
ไว้จำนวนหนึ่งเพื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น อุบัติเหตุ การเจ็บป่วยกะทันหัน เป็นต้น ความต้องการประเภทนี้จะผันแปรโดยตรงกับรายได้และยังอาจผันแปรไปในทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ยด้วย
3. ความต้องการถือเงินเพื่อเก็งกำไร เป็นการถือเงินไว้เพื่อสะสมค่า หากถือเงินไว้เกิน
ความต้องการก็ย่อมมีค่าเสียโอกาส ที่จะได้รับผลตอบแทนจากการนำเงินนั้นไปฝากธนาคารหรือซื้อหลักทรัพย์เป็นต้น ความต้องการถือเงินไว้เพื่อเก็งกำไร เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์อันมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในตลาด เช่น ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำคนจะไม่นำเงินมาซื้อหลักทรัพย์ จะพากันถือเงินไว้เฉย ๆ เพื่อรอให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นในอนาคต ในทางตรงกันข้าม หากอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันสูง ผู้ถือเงินจะนำเงินไปซื้อหลักทรัพย์ เพราะคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะไม่สูงไปกว่านี้ ดังนั้น ราคาของหลักทรัพย์มีความสัมพันธ์ตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ย
กล่าวคือ ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยตลาดสูง ราคาหลักทรัพย์จะลดลง และถ้าหากอัตรา
ดอกเบี้ยตลาดลดลงราคาหลักทรัพย์จะสูงขึ้น จึงเห็นได้ว่าอุปสงค์ต่อเงินเพื่อเก็งกำไรจะผันแปรตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ย เมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดสูงขึ้น ความต้องการถือเงินเพื่อเก็งกำไรจะต่ำลง เนื่องจากผลตอบแทนจากการถือหลักทรัพย์จะมีน้อยกว่าการถือเงิน ทำให้คนขายหลักทรัพย์ลดลง
อุปทานของเงิน (Supply of Money)
คือความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเงินและอัตราดอกเบี้ย ปริมาณเงินที่หมุนเวียน
ในระบบเศรษฐกิจขณะใดขณะหนึ่งจะถูกกำหนดโดยนโยบายของธนาคารกลาง ทั้งนี้พิจารณาตามความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นปริมาณเงินจะไม่มีความยืดหยุ่นต่ออัตราดอกเบี้ย
ดุลยภาพในตลาดเงิน
เงื่อนไขหรือภาวะสมดุลในตลาดเงินเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของเงินทั้งหมดเท่ากับ
ปริมาณเงินที่มีอยู่พอดี กลไกที่ทำให้เกิดภาวะสมดุลคืออัตราดอกเบี้ยดุลยภาพ ถ้าหากอัตราดอกเบี้ย สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยดุลยภาพจะมีแรงผลักดันในตลาด ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงจนเข้าสู่ภาวะสมดุล ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าดุลภาพ ก็จะผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น
ภาวะสมดุลในตลาดเงินอาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในปริมาณเงิน ซึ่งจะ
ส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย โดยที่อัตราดอกเบี้ยจะกระตุ้นการใช้จ่ายมวลรวมโดยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการลงทุนของธุรกิจ และส่งผลต่อรายได้ประชาชาติในที่สุด เพราะการเพิ่มในปริมาณเงินจะก่อให้เกิดการลดลงในอัตราดอกเบี้ยและจากการที่อัตราดอกเบี้ยลดลงย่อมก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นในการใช้จ่ายลงทุน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของการใช้จ่ายมวลรวมของระบบเศรษฐกิจ

สถาบันการเงิน

สถาบันการเงิน หมายถึง สถาบันที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ฝากเงิน และผู้ต้องการกู้ยืมเงินมีลักษณะ สำคัญดังนี้
1. เป็นแหล่งระดมเงินออม โดยวิธีรับฝากเงินจากประชาชนทั่วไป และออกตราสารอื่นให้แก่ประชาชน
2. เป็นสถาบันที่เป็นตัวกลางในการให้บริการกู้ยืมเงินโดยใช้เงินออมที่รับฝากจากประชาชนนำมาให้ กู้ยืมแก่ผู้ที่ต้องการกู้ยืมเพื่อลงทุน
3. เป็นสถาบันที่อำนวยความสะดวกทางการเงิน โดยการให้บริการค้ำประกันสัญญาใช้เงินหุ้นหรือ หลักทรัพย์ทางการเงินบางประเภท ทำให้สินทรัพย์มีความน่าเชื่อถือ


ประเภทของสถาบันการเงิน
สถาบันการเงินแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้1. ธนาคารกลาง หรือ ธนาคารแห่งประเทศไทย มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพทางการเงินของ
ประเทศ ดูแลเงินสำรองระหว่างประเทศ ควบคุมการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ และออกธนบัตรของรัฐบาล ควบคุม ปริมาณเงินของประเทศ

บทบาทและหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะธนาคารกลาง เป็นสถาบันการเงินที่สำคัญยิ่งของประเทศ เนื่องจากมีบทบาทหน้าที่หลัก ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และดูแลระบบการเงินให้มั่นคงและ ก้าวหน้า ธนาคารกลางในประเทศต่าง ๆ จะมีหน้าที่ดังกล่าวคล้ายคลึงกัน แต่ขอบเขตของหน้าที่และ บทบาทในการกำหนดนโยบายการเงิน การควบคุมดูแลสถาบันการเงิน ความรับผิดชอบใน การบริหารนโยบาย การใช้มาตรการและเครื่องมือแตกต่างกันไป สำหรับประเทศกำลังพัฒนาธนาคารกลางจะมี บทบาทที่กว้างกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากยังจำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบการเงินให้มีประสิทธิภาพ และได้มาตรฐาน สากล เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศมีความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและ มีสถียรภาพ
บทบาทและหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
1 การรักษาเสถียรภาพทางการเงินโดยดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมต่อเศรษฐกิจ เพื่อก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเงินทั้งภายในและภายนอก เสถียรภาพภายใน ได้แก่ การรักษาค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับราคาและปริมาณสินค้า ส่วนเสถียรภาพภายนอก ได้แก่ การรักษาค่าของเงินบาทเมื่อเทียบ กับสกุลเงินตราต่างประเทศธนาคารมีหน้าที่ดูแลตลาดเงินระยะสั้นให้เป็นแหล่งที่เสริมสร้างสภาพคล่องแก่สถาบันการเงิน พัฒนาตลาดตราสารการเงิน และสนับสนุนตลาดทุน เพื่อให้เป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาว ตลอดจนดูแลและส่งเสริมให้ตลาดเงินตราต่างประเทศมีเสถียรภาพ เพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุน
2 การกำกับดูแลสถาบันการเงิน
กำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ รวมทั้งกิจการวิเทศธนกิจ ให้มีความมั่นคงและได้มาตรฐานสากล ตลอดจนดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงิน ให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีการกระจายสินเชื่อไปสู่ภาคเศรษฐกิจสำคัญด้านต่างๆ เช่น การส่งออก การเกษตรกรรม และการอุตสาหกรรม รวมทั้งดูแลและส่งเสริมให้มีการให้สินเชื่อในการพัฒนาหรือเป็นประโยชน์แก่ชนบท และเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อย โดยการให้กู้ยืมผ่านสถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชน เช่น ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และบรรษัทเงินทุน อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น รวมทั้ง ดำเนินการพัฒนาสถาบันการเงินให้ก้าวหน้าและให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินในกรณีที่จำเป็นต้องมีการแก้ไข
3 การเป็นนายธนาคารและที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลการเป็นนายธนาคารของรัฐบาลประกอบด้วย การให้บริการธุรกิจธนาคารแก่ส่วน ราชการ รัฐวิสาหกิจอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ เช่น การรับฝากเงิน การให้กู้เงิน การ โอนเงิน การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และร่วมมือกับกระทรวงการคลังในการควบคุม การก่อหนี้ต่างประเทศและบริหารหนี้ในประเทศของรัฐบาล โดยเป็นตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์รัฐบาลในด้านการให้คำปรึกษานโยบายเศรษฐกิจแก่รัฐบาล ได้แก่ รวบรวมข้อมูล/ วิเคราะห์ และประเมินภาวะเศรษฐกิจของไทยและต่างประเทศ เพื่อเสนอแนะนโยบายเศรษฐกิจแก่รัฐบาล นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนของรัฐบาลในองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ อาทิ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กลุ่มธนาคารกลางแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEACEN) และกลุ่มธนาคารกลาง แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย (SEANZA) เพื่อส่งเสริมการร่วมมือทางการเงินและการพัฒนาประเทศ มีการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นกับองค์กรทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เช่น ธนาคารโลก (IBRD) ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และองค์การเพื่อความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและพัฒนา (OECD) รวมทั้งธนาคารกลางของประเทศต่างๆ
4 การเป็นนายธนาคารของสถาบันการเงินให้บริการทางการเงินแก่สถาบันการเงินโดยไม่มุ่งหวังกำไร ได้แก่ การรับฝากเงินและเก็บรักษาเงินสำรองตามกฎหมายของสถาบันการเงิน เป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้ายแก่สถาบันการเงินที่ขาดสภาพคล่อง เป็นศูนย์กลางการหักบัญชีระหว่างสถาบันการเงิน รวมทั้งให้บริการโอนเงิน ระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
5 การบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีสภาพคล่องปลอดภัย และมีระดับที่เหมาะสม ตลอดจนรักษาไว้ซึ่งทุนสำรองเงินตรา ตามกฎหมายเพื่อเสถียรภาพ และความน่าเชื่อถือของเงินบาท
6 การจัดพิมพ์และออกใช้ธนบัตรออกแบบและจัดพิมพ์ธนบัตรและบัตรธนาคาร ออกใช้ธนบัตรและรับแลกเปลี่ยนธนบัตรชำรุด เพื่อให้ประชาชนมีธนบัตรที่อยู่ในสภาพดี ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนทั่วถึงทั้งประเทศ รวมทั้งดูแลการหมุนเวียนของธนบัตรให้มีปริมาณที่เพียงพอ และเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ



ธนาคารพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 กล่าวว่าธนาคาร
พาณิชย์คือสถาบันผู้ประกอบธุรกิจประเภทรับฝากเงินและจ่ายคืนเมื่อทวงถามเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ และให้บริการกู้ยืม ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ซื้อลดตั๋วเงิน และบริการอื่น ๆ เช่น เช่าตู้นิรภัย บัตรเครดิต บัตร ATM บริการจ่ายเงินค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น

สถาบันการเงินอื่น ๆ ได้แก่ สถาบันการเงินที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง ได้แก่ธนาคารออมสิน เป็นของรัฐบาล บริการรับฝากเงินแล้วให้รัฐบาลกู้โดยวิธีการซื้อพันธบัตรธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อ การเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ส่งเสริมการดำเนินงานด้านเกษตรและสหกรณ์โดยเฉพาะ บริษัทเงินทุนของ เอกชน รับฝากเงินก้อนใหญ่ และให้กู้เงินเพื่อการค้า การบริโภค การเคหะ และอุตสาหกรรม สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์และบริษัทประกันภัยก็เป็นแหล่งรวบรวมเงินทุนโดยมีผลตอบแทนให้แก่ผู้เอาประกันตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

การคลัง
การคลัง หมายถึง เศรษฐกิจภาครัฐบาล เกี่ยวกับการหารายได้เพื่อนํามาใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับรายรับและรายจ่ายให้เหมาะสม การคลังนั้นมีขอบเขตครอบคลุมอยู่ 3 อย่าง คือ รายรับของรัฐบาล
รายจ่ายของรัฐบาลและงบประมาณแผ่นดิน
รายรับของรัฐบาล ได้จากเงินต่างๆ 3 ประการ คือ
1. รายได้ของรัฐบาล ประกอบด้วย ภาษีอากร การขายสิ่งของและบริการ รัฐพาณิชย์ และ
อื่นๆ เช่น ค่าปรับ ค่าภาคหลวง ฤชากร การผลิตเหรียญกษาปณ์
2. เงินกู้ เงินกู้ของรัฐบาลนั้นมีทั้งกู้ภายในประเทศและกู้จากต่างประเทศ เรียกว่า “หนี้
สาธารณะ”
3. เงินคงคลัง คือ เงินที่รัฐบาลมีอยู่แต่มิได้นําออกมาใช้ เงินนี้อาจจะเหลือจากงบประมาณในปีก่อนก็ได้รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลมาจากภาษีอากร ในประเทศไทยการเก็บภาษีเงินได้ใช้ระบบก้าวหน้า หมายถึง ยิ่งมีรายได้สูงอัตราการเก็บภาษีจะสูงขึ้นเรื่อยๆ (5 - 37%) การเก็บภาษีแบ่งออกเป็น2 ประเภท คือ
1) ภาษีทางตรง (Direct Tax) คือ ภาษีที่เก็บจากผู้มีรายได้โดยตรงหรือผู้ที่เป็นเจ้าของ
ทรัพย์สิน เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมรดก ภาษีดอกเบี้ย (เงินฝากประจํา)ภาษีรางวัล ภาษีทะเบียนรถยนต์ ภาษีมอเตอร์ไซด์ ภาษีทะเบียนเรือ ภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน ภาษีสนามบิน เป็นต้น
2) ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) คือภาษีที่เก็บจากบุคคลหนึ่งแล้วบุคคลนั้นผลักภาระการ
เสียภาษีนั้นไปให้อีกบุคคลหนึ่ง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1. ภาษีศุลากร เป็นภาษีที่เก็บจากการนําเข้าและส่งออกสินค้า
2. ภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่เก็บจากการผลิตหรือจํ าหน่ายสินค้าบางชนิด เช่น นํ้ามัน
เชื้อเพลิง ก๊าซ บุหรี่ เบียร์ เครื่องดื่ม ยานัตถุ์ ไพ่ ไม้ขีด ปูนซีเมนต์ เป็นต้น
3. ภาษีสรรพากร เช่น อากรมหรสพ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น
การกู้เงินของรัฐบาล รัฐบาลมีแหล่งเงินกู้ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
แหล่งเงินกู้ภายในประเทศ คื อ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคาร
พาณิชย์ องค์การ สถาบัน มูลนิธิ บริษัท และประชาชน
แหล่งเงินกู้ภายนอกประเทศ คือ องค์การระหว่างประเทศ สถาบันการเงินต่างประเทศ และรั ฐบาลต่างประเทศ
รายจ่ายของรัฐบาล วัตถุประสงค์ของรัฐบาลในการจ่ายเงิน คือ เพื่อเพิ่มผลผลิตทําให้รายได้ประชาชนสูงขึ้น เพื่อสาธารณูปโภคบริการแก่ประชาชน เพื่อรักษาความสงบภายใน และเพื่อใช้ป้องกันประเทศรายจ่ายของรัฐบาล แบ่งออกเป็น 12 ประการ เช่น การเกษตร การศึกษา การสาธารณสุขการรักษาความมั่นคงแห่งชาติและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน และการชําระหนี้เงินกู้เป็นต้น
งบประมาณแผ่นดิน หมายถึง เอกสารประมาณการเกี่ยวกับรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลงบประมาณแผ่นดินนั้นเป็นการวางแผนเกี่ยวกับการใช้จ่ายของรัฐบาลนั่นเอง ประเทศไทยเริ่มมีงบประมาณแผ่นดินครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 การจัดทํางบประมาณแผ่นดินนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ส่วนผู้ที่อนุมัติการใช้งบประมาณ คือ รัฐสภา โดยประกาศออกมาเป็นกฎหมาย เรียกว่า “พระราชบัญญัติงบประมาณประจําปี พ.ศ. …”ปีงบประมาณของประเทศไทยจะอยู่ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไป เช่น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2544 จะอยู่ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2543 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2544 เป็นต้น
ลักษณะของงบประมาณแผ่นดิน แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. งบประมาณขาดดุล หมายถึง ยอดรายได้ของรัฐบาลตํ่ากว่ายอดรายจ่าย จําต้องนําเอาเงินกู้และเงินคงคลังมาเสริม
2. งบประมาณเกินดุล หมายถึง ยอดรายได้ของรัฐบาลสูงกว่ายอดรายจ่าย
3. งบประมาณได้ดุล (สมดุล) หมายถึง ยอดรายได้ของรัฐบาลเท่ากับยอดรายจ่าย

9 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

โหฬช้ส่งครูได้นะเนี่ยน><__เฮ้มีงานส่งแล้ว><__

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ขอบคุณสำหรับการเงินการธนาคาร
สุดท้ายขอความเป็นมาของเรื่องด้วยนะครับ(ขอบคุณร่วงหน้า)

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ขอบคุณมากครับ
ให้ความรู้เยอะเลย

สินเชื่อ กล่าวว่า...

ทฤษฎีแน่นมากเลยครับ ขอบคุณมากครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ขอบคุณมากค่ะได้ความรู้มากมายเลยค่ะ

sadear กล่าวว่า...

เข้าในขึ้นเยอะเลยค่ะ

FINANCIAL CREDIT SOLUTION HOUSE กล่าวว่า...

ยินดีต้อนรับสู่บ้านเครดิตการเงิน SOLUTION เรามีเงินให้กู้ยืมที่ถูกต้องโดยมีหรือไม่มีหลักประกันอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2% กับการรับประกันสูงสุดและการประกัน เรามีเงินให้กู้ยืมแก่ผู้คนบนเครดิตไม่ดีสินเชื่อการเกษตรเงินกู้ปรับปรุงบ้านสินเชื่อส่วนบุคคลและธุรกิจนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินและ บริษัท อื่น ๆ คนใดคนหนึ่งที่สนใจควรติดต่อเราด้วยข้อมูลต่อไปนี้ด้านล่าง;
************************************************** *****
ผู้กู้? s ข้อมูล ..........
วงเงินกู้ (1) Needed: ..........
วงเงินกู้ (2) ที่จำเป็นในการคำ: ...........
(3) ชื่อเต็ม: .............
(4) ประเทศ: .............
(5) เซลล์หมายเลขที่ถูกต้องโทรศัพท์หรือโทรศัพท์โทรศัพท์: ........
วัตถุประสงค์ (6) ของเงินให้กู้ยืม: ...........
ระดับรายได้ (7) รายเดือน:
ที่อยู่ (8): ...............
อาชีพ (9): ............
ออฟไลน์ (10): ชายหรือหญิง: ..............
สัญชาติ (11): ...............
ระยะเวลาเงินกู้ (12): ..............
(13) เมือง: .............
อายุ (14): ...................
(15) คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม ใช่หรือไม่:
วันนี้วันที่: ...................

********************************
นายโอมาร์ราชิด (CEO)
เครดิต HOUSE การเงิน SOLUTION
อีเมล์: financialcredit_solutions@ymail.com

Jane Ahabah Finance House กล่าวว่า...

ในความต้องการของเริ่มต้นชีวิตใหม่ทางการเงินของเราพร้อมที่จะให้คุณให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นมากสำหรับบุคคลหรือความร่วมมือให้กู้ยืมเงินไม่ว่าขนาดใหญ่จำนวนโดยไม่มีหลักประกันคุณสามารถติดต่อกับอีเมลนี้: janeahabah@hotmail.com กับข้อมูลด้านล่างเพื่อนำไปใช้ สำหรับเงินกู้

ชื่อ:
ที่อยู่:
ประเทศ:
เพศ:
อายุ:
หมายเลขโทรศัพท์:
สถานที่ทำงาน:
จำนวนเงินกู้:
ระยะเวลาของเงินกู้:
รายได้ต่อเดือน:

เรื่อง,
Ahabah เจน
ซีอีโอของเจน Ahabah การเงินบ้าน. (JAFH)

Becky กล่าวว่า...

PAUL HOUSE WILLIAM เงินกู้

ชื่อ ของ เจ้าหนี้ : นายพอล วิลเลียม
ผู้ให้กู้ E-mail: paul_william_loanhouse@hotmail.com

ส่วนตัว เรามี เงินให้กู้ยืม เพื่อการพาณิชย์และ ส่วนบุคคลที่มี ต่ำมาก อัตราดอกเบี้ย ปี ที่ต่ำเป็น 3 % ในหนึ่งปี ถึง 50 ปี ระยะเวลา การชำระหนี้ ใดก็ได้ในโลก เรามี เงินให้สินเชื่อ ตั้งแต่ $ 5,000 ถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เงินให้สินเชื่อ ของเรา เป็นผู้ประกันตน ได้ดีสำหรับการ รักษาความปลอดภัยสูงสุด เป็นลำดับความสำคัญ ของเรา คุณ สูญเสีย การนอนหลับ ตอนกลางคืน กังวล ว่าจะได้รับ ผู้ให้กู้ เงินให้กู้ยืมLegit ? คุณ กัด เล็บของคุณ อย่างรวดเร็ว? แทนการ เต้นของ คุณ , ติดต่อ พอล วิลเลียม สินเชื่อ บ้าน ( บริการด้านสินเชื่อ ) ตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญที่ ช่วยให้ สินเชื่อ ครบวงจร ประวัติ เครดิตไม่ดี ที่จะหาทางออกว่า ชัยชนะ คือ ภารกิจของเรา

ผู้ที่สนใจ ควร กรอก ใบสมัคร สินเชื่อในรูปแบบ การร้อง :

แบบฟอร์ม การสมัครขอสินเชื่อ
ขอ เงินกู้
* ชื่อของคุณ เต็ม
* อีเมล์ของคุณ
* เบอร์โทรศัพท์
* ที่อยู่ของคุณ
* City แล้ว
รัฐ / จังหวัด *
ประเทศ *
* หมายเลขโทรสาร
วันที่ เกิด *
คุณมี บัญชีอยู่แล้ว *
คุณได้ ใช้ มาก่อนหรือไม่ *
วงเงินกู้ ที่จำเป็น *
ระยะเวลาของ เงินกู้ *
วัตถุประสงค์ของการ กู้ยืมเงิน *
ส่งสแกนสำเนา บัตรประจำตัว ของคุณ : *

ชื่อ ของ เจ้าหนี้ : นายพอล วิลเลียม
ผู้ให้กู้ E-mail: paul_william_loanhouse@hotmail.com

ขอแสดงความนับถือ
นายพอล วิลเลียม
paul_william_loanhouse@hotmail.com