วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

นโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย
การกำหนดนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ทุกประเทศจะมีเป้าหมายคล้ายกัน คือ การรักษาและเพิ่มพูนผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งได้แก่ เอกราช ความมั่นคง
ความเจริญรุ่งเรือง และเกียรติภูมิของชาติ สำหรับการกำหนดนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยนั้น อยู่ภายใต้องค์ประกอบต่าง ๆ โดยแบ่งการกำหนดนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยเป็น 2 ช่วง ดังนี้

นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
การดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา เป็นผลจากการกดดันของปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งมีอิทธิพลต่อประเทศไทย ในขณะที่ปัจจัยภายใน เช่น สถาบันสภา ปัญญาชน และสื่อมวลชน มีความสำคัญมากขึ้นทำให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายบางอย่างเพื่อสนองความต้องการของกลุ่มชนภายในประเทศ จากเหตุผลดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในระบอบประชาธิปไตย มีลักษณะต่อเนื่องจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การกำหนดนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การกำหนดนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
1. ปัจจัยภายนอกประเทศ ปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบาย และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด มีดังนี้
1) องค์การสันนิบาตชาติ ก่อนที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตย องค์การสันนิบาตชาติไม่สามารถทำหน้าที่ในการรักษาเอกราชทางการเมืองและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศสมาชิก คือ จีนซึ่งถูกญี่ปุ่นรุกรานและยึดครองแมนจูเรียปี พ.ศ. 2474 ได้ ความล้มเหลวขององค์การสันนิบาตชาติในวิกฤตการณ์แมนจูเรียนี้มีสาเหตุมาจากชาติมหาอำนาจ คือ อังกฤษและฝรั่งเศสไม่สนับสนุนให้องค์การสันนิบาตชาติลงโทษและหยุดยั้งการขยายอิทธิพลของญี่ปุ่นในแมนจูเรีย เนื่องจากต้องการให้ญี่ปุ่นขยายดินแดนไปทางเหนือของเอเชีย เพื่อว่าญี่ปุ่นจะได้ไม่สนใจลงไปทางใต้ของเอเชียตะวันออก ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของตน นอกจากเพียงแค่ประฌามการกระทำของญี่ปุ่นเท่านั้น จากกรณีดังกล่าวรัฐบาลไทยตัดสินใจสั่งให้ผู้แทนไทยประจำสันนิบาตชาติงดออกเสียงในญัตติประฌาม การกระทำของญี่ปุ่นในแมนจูเรีย ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่งดออกเสียง ทำให้ประเทศสมาชิกอื่นตำหนิไทยว่าไม่ร่วมมือกับสันนิบาตชาติ แต่ทำให้ญี่ปุ่นรู้สึกขอบคุณประเทศไทยเป็นอย่างมาก และหันมาส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศไทยมากขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมในระยะต่อมา
2) การขยายอิทธิพลของญี่ปุ่น เนื่องจากชาติมหาอำนาจไม่แสดงความสนใจที่จะยับยั้งการขยายอิทธิพลของญี่ปุ่นในจีน ญี่ปุ่นจึงมีความมั่นใจว่าตนจะสามารถขจัดอิทธิพลของชาติตะวันตกให้หมดไปจากเอเชียได้ จึงประกาศว่าจะจัดระเบียบใหม่ในเอเชีย เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ชาวเอเชียอย่างแท้จริง โดยยึดครองเมืองใหญ่ ๆ ด้านตะวันออกของจีนได้ทั้งหมด เช่น เซี่ยงไฮ้ และนานกิง เป็นต้น ทำให้จอมพลเจียง ไค เช็ค ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐจีน ต้องย้ายนครหลวงไปที่นครจุงกิงทางด้านตะวันตกของจีน เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น แต่ไม่สำเร็จ หลังจากนั้นญี่ปุ่นได้เตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนลงสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อันเป็นเขตอิทธิพลของชาติตะวันตก ซึ่งญี่ปุ่นได้ฉวยโอกาสเมื่อขยายอิทธิพลเข้าสู่อินโดจีน อังกฤษ และฝรั่งเศส
การขยายอิทธิพลของญี่ปุ่นในเอเชียทำให้ไทยวิตกว่าอาจจะมีอันตรายมาถึงได้ จึงได้ขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและทางวัฒนธรรมกับญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกเหนือจากการพยายามรักษาความสัมพันธ์อันดีกับญี่ปุ่นทำให้ประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกาสงสัยว่าไทยสนับสนุนญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้นอกจากไทยจะปฏิเสธแล้วยังเตือนให้ประเทศตะวันตกรู้ถึงแผนการของญี่ปุ่นที่จะขยายอิทธิพลลงสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย ขณะเดียวกันไทยได้ขอซื้ออาวุธสมัยใหม่จากประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกามาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการป้องกันประเทศให้แก่กองทัพไทย และหลังจากเกิดสงครามโลกขึ้นในยุโรปแล้ว ไทยได้ประกาศวางตนเป็นกลางและขอให้ชาติมหาอำนาจช่วยค้ำประกันความเป็นกลางของไทยด้วย โดยรัฐบาลไทยได้ลงนามในสัญญาไม่รุกรานกับอังกฤษและฝรั่งเศส และลงนามในสัญญามิตรภาพกับญี่ปุ่น
2. ปัจจัยในประเทศ ปัจจัยภายในที่มีส่วนกำหนดนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในระบอบประชาธิปไตยมี 2 ประการ ดังนี้
1) ความเป็นชาตินิยม ปัจจัยภายในที่มีส่วนผลักดันให้รัฐบาลไทยดำเนินการนโยบายต่างประเทศต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกและต่อประเทศมหาอำนาจ คือ ลัทธิชาตินิยมซึ่งถือเป็นอุดมการณ์ในการสร้างชาติให้เข้มแข็งและในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทย ซึ่งปลูกฝังให้แก่คนไทยรุ่นใหม่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 แล้ว โดยพระองค์ทรงปลุกเร้าคนไทยให้มีความสำนึกทางชาตินิยมและตระหนักถึงภัยที่กำลังคุกคามความเป็นไทยไว้ในพระราชนิพนธ์ต่าง ๆ ทั้งในรูปบทความและบทละคร อาทิ ความเป็นชาติไทยแท้จริง ยิวแห่งบูรพาทิศ และเมืองไทยจงตื่นเถิด เป็นต้น นอกจากนั้น ผู้นำไทยที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ได้นำลัทธิหรือความคิดความเชื่อเกี่ยวกับการเมืองและสังคม ซึ่งได้แก่ ลักทธิชาตินิยม ซึ่งกำลังแพร่หลายอยู่ในเยอรมณี อิตาลี และญี่ปุ่นมาเผยแพร่ให้แก่คนไทย และผลักดันให้รัฐบาลไทยใช้ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือในการสร้างชาติให้เข้มแข็ง และในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
อาจกล่าวได้ว่า นโยบายการสร้างความสำนึกในชาตินิยมของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดังกล่าว ส่วนหนึ่งเกิดจากความรู้สึกระแวงชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและคุมเศรษฐกิจของไทย และจากความเคืองแค้นชาติยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่เคยรังแกไทยในอดีต และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากความต้องการของผู้นำไทยรุ่นใหม่นี้ที่พยายามจะสร้างชาติไทยให้เข้มแข็ง เพื่อแผ่อิทธิพลไปยังดินแดนที่เคยเป็นประเทศราชของไทยในอดีต เช่น ลาว เขมร หัวเมืองมลายู และบริเวณรัฐไทยใหญ่ เป็นต้น
2) ผู้นำทางการเมือง ผู้นำไทยที่มีแนวคิดในทางการเมืองและสังคมภายใต้ลัทธิชาตินิยมในขณะนั้นได้แก่ พันเอกพระสารสาส์นพลขันธ์ ซึ่งเป็นผู้มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง และมีความสำนึกในชาตินิยมสูงมาก เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2481 ได้เริ่มงานสร้างชาติไทยร่วมกับคณะ โดยเฉพาะหลวงวิจิตรวาทการ โดยกำหนดให้วันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่ระลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยให้เป็นวันชาติ ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 และพ.ศ. 2483 รัฐบาลได้ประกาศใช้รัฐนิยมถึง 8 ฉบับ ซึ่งได้แก่ การใช้ชื่อประเทศประเทศไทยแทนประเทศสยาม การกำหนดหน้าที่ของคนไทยในการป้องกันประเทศ การเรียกชาวไทยทุกภาคว่าชาวไทย การยืนเคารพธงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี การใช้สินค้าไทย การเปลี่ยนทำนองและเนื้อร้องเพลงชาติไทยใหม่ และการชักชวนให้ชาวไทยร่วมกันสร้างชาติ
อย่างไรก็ตาม ยังมีบุคคลชั้นนำของไทยอีกหลายคน เช่น นายปรีดี พนมยงค์ และนายดิเรก ชัยนาม ซึ่งเห็นด้วยในนโยบายนิยมไทยแต่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่อต้านประเทศยุโรป ได้ผลักดันให้รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายผูกมิตรกับชาติมหาอำนาจทุกฝ่ายไว้ โดยเฉพาะอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะขอความช่วยเหลือจากสองประเทศนี้ในการต่อต้านการรุกรานจากญี่ปุ่น และเมื่อรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ร่วมมือกับญี่ปุ่นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นายปรีดี พนมยงค์ และผู้ร่วมอุดมการณ์ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น เพื่อต่อต้านญี่ปุ่นจากภายใน ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ดังนั้นอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าอุดมการณ์ทางการเมืองและภูมิหลังของผู้นำไทยเป็นปัจจัยภายในที่มีส่วนผลักดันให้รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศแตกต่างไปจากเดิม เนื่องจากสถานการณ์ด้านการเมืองและการทหารในเอเชียได้เปลี่ยนแปลง ทำให้ปัจจัยภายในของไทยมีส่วนในการกำหนดนโยบายต่างประเทศมากขึ้น
การดำเนินนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย
เนื่องจากปัจจัยภายนอกยังคงมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทย และปัจจัยภายในก็มีบทบาทมากขึ้น ทำให้การดำเนินนโยบายต่างประเทศแตกต่างไปจากเดิม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องประสบอุปสรรคมากในการดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่เพิ่มขึ้น และด้วยแนวทางที่แตกต่างไปจากอดีต
1. เป้าหมายการดำเนินนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย เป้าหมายหลักในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทย คือ การรักษาเอกราชของชาติ การรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน การรักษาความมั่นคงของชาติ การรักษาสันติภาพในโลก และการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับนานาชาติ สำหรับการรักษาเอกราชของชาตินั้น รัฐบาลไทยได้ทำให้เอกราชของชาติไทยมีความสมบูรณ์ ทั้งทางด้านการเมืองและการศาล กล่าวคือ การประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่เริ่มจัดทำขึ้นแล้วตั้งแต่ก่อนสมัยประชาธิปไตย ทั้งนี้เพื่อขจัดเงื่อนไขที่บังคับไว้ในสนธิสัญญาที่ทำไว้กับประเทศยุโรปที่กำหนดไว้ว่า ศาลไทยจะมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีที่ชาวยุโรปตกเป็นจำเลย ก็ต่อเมื่อประเทศไทยประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและอาญา ตลอดจนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและความอาญาเรียบร้อยแล้วเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งปรากฏว่ารัฐบาลสมัยประชาธิปไตยประกาศใช้ประมวลกฎหมายดังกล่าวได้ครบทุกฉบับในปี พ.ศ. 2478 จึงทำให้ใช้เป็นข้ออ้างในการเจรจากับประเทศยุโรปเพื่อทำสนธิสัญญาใหม่กับประเทศยุโรปและญี่ปุ่น ยกเลิกข้อจำกัดในเอกราชทางศาลของไทยได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2480
ส่วนการรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนและความมั่นคงของชาตินั้น ได้มีการริเริ่มให้ยุวชนทหารการขยายและบำรุงกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ให้มีความเข้มแข็ง ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ รวมทั้งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ เช่น รถถัง ปืนต่อสู้อากาศยาน เรือรบ เรือดำน้ำ และเครื่องบิน เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ในการป้องกันราชอาณาจักร การปรับปรุงกองทัพดังกล่าว ทำให้ต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเศสวิตกมากว่ารัฐบาลไทยอาจใช้กำลังรุนแรงกับฝรั่งเศส จึงขอเจรจาทำสัญญาไม่รุกรานกับประเทศไทย ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยขอให้ฝรั่งเศสยอมยกดินแดนที่ฝรั่งเศสยึดเอาไปจากประเทศไทยในอดีตคืนให้กับประเทศไทย เมื่อรัฐบาลฝรั่งเศสไม่ยอมเจรจาด้วยรัฐบาลไทยจึงตัดสินใจใช้กำลังทหารสนับสนุนการเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2483 ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้ดินแดนในเขมรและลาวคืนจากฝรั่งเศสจำนวน 4 จังหวัด โดยการไกล่เลี่ยของญี่ปุ่น อาจกล่าวได้ว่าการเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศสนี้เป็นนโยบายต่างประเทศของไทยเพียงนโยบายเดียวที่แตกต่างไปจากนโยบายต่างประเทศที่ผ่านมาที่ต้องยอมเสียดินแดนให้แก่มหาอำนาจเพื่อรักษาเอกราชของชาติเอาไว้
2. แนวทางดำเนินนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย แนวทางที่รัฐบาลไทยอาจเลือกใช้ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศมีอยู่ 2 แนวทาง คือ แนวทางสันติ หมายถึง การใช้การเมือง การฑูต การเศรษฐกิจ และการค้า รวมทั้งจิตวิทยา เป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรองกับต่างประเทศเพื่อให้ต่างประเทศเห็นพ้องหรือยอมตามที่ไทยต้องการ และแนวทางรุนแรง หมายถึง การใช้การทหารเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อบังคับให้ต่างประเทศสนองผลประโยชน์ของไทย
ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยนิยมใช้แนวทางสันติเป็นหลัก ดังจะเห็นได้ในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ยกเว้นในยามที่ไทยมีกำลังทหารเข้มแข็งเท่านั้น จึงจะใช้แนวทางรุนแรงเพื่อขยายอาณาเขตของไทยออกไปให้กว้างขวาง ส่วนสมัยอยุธยานั้น นิยมใช้แนวทางรุนแรงเป็นหลัก เช่น ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกเว้นแต่ในยามที่ไทยอ่อนแอ จึงจะใช้แนวทางสันติ และสมัยรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็ทรงใช้กำลังทหารขยายอาณาเขตของไทยไปยังดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้เพื่อรักษาความมั่นคงของพระราชอาณาจักรไทยนั่นเอง
สำหรับการติดต่อกับประเทศมหาอำนาจนั้น ไทยได้ใช้การเมือง การฑูตเป็นเครื่องมือในการติดต่อสร้างสัมพันธไมตรี เช่น ยอมทำสัญญาเสียเปรียบกับประเทศมหาอำนาจ และบางครั้งก็ต้องยอมเสียดินแดนให้กับประเทศมหาอำนาจ เพื่อรักษาความเป็นเอกราชของชาติด้วย
เมื่อประเทศไทยก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลได้ใช้แนวทางสันติเป็นแนวทางหลัก การที่ไทยตัดสินใจใช้กำลังทหารยึดดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ก็เนื่องจากความรู้สึกชาตินิยมของคนไทยซึ่งเป็นปัจจัยภายใน ในขณะที่ฝรั่งเศสอ่อนแอลงอย่างมาก อันเป็นปัจจัยภายนอกช่วยสนับสนุนให้ไทยใช้แนวทางรุนแรง
อาจกล่าวได้ว่า การที่รัฐบาลไทยในยุคประชาธิปไตยเลือกใช้แนวทางสันติ และหลีกเลี่ยงการใช้แนวทางรุนแรงดำเนินนโยบายต่างประเทศนั้นมีสาเหตุอันเนื่องมาจากลักษณะประจำชาติไทยที่สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป และลักษณะทางภูมิศาสตร์ของไทยที่เป็นรัฐขนาดกลาง จึงทำให้ไทยใช้แนวทางรุนแรงกับประเทศเพื่อนบ้านที่อ่อนแอกว่า และใช้การเมืองการฑูตผูกมิตรกับประเทศมหาอำนาจ หรือเพื่อนบ้านที่เข้มแข็งกว่า
3. อุปสรรคและการแก้ไข การแก้ไขสนธิสัญญาบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคกับต่างประเทศและการเรียกร้องดินแดนที่ถูกยึดเป็นอาณานิคม เป็นปัญหาอันเป็นเป้าหมายของไทยในการแก้ไข การดำเนินนโยบายต่างประเทศ ไทยประสบอุปสรรคทั้งในด้านการใช้แนวทางสันติและแนวทางรุนแรง ซึ่งรัฐบาลได้พยายามหาทางแก้ไขอุปสรรคดังกล่าวด้วยวิธีการ ดังนี้
1. วิธีทางการฑูต อุปสรรคสำคัญของการแก้ไขสนธิสัญญาบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค คือความไม่เต็มใจของประเทศมหาอำนาจในยุโรปที่จะแก้ไขสนธิสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่พวกเขา ซึ่งไทยได้แก้ปัญหาความไม่เต็มใจของประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นได้สำเร็จ ด้วยวิธีทางการทูต 2 ประการ ดังนี้
1) การเจรจากับสหรัฐอเมริกา เนื่องจากผลประโยชน์ทางการค้าและชาวอเมริกันมีน้อยกว่าคนยุโรปที่อยู่ในประเทศไทย จึงขอให้สหรัฐอเมริกายอมยกเลิกสนธิสัญญาเก่า และทำสนธิสัญญาใหม่บนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคกับประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480 ซึ่งมีผลทำให้ไทยเจรจาเพื่อขอทำสนธิสัญญาใหม่บนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคกับอังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ได้ในเวลาต่อมา
2) สร้างความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น เนื่องจากการขยายอิทธิพลของญี่ปุ่นในเอเชีย ทำให้ไทยต้องสร้างความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นในด้านการค้าและวัฒนธรรมมากขึ้น เพื่อใช้ความใกล้ชิดกับญี่ปุ่นเป็นเครื่องมือต่อรองกับประเทศมหาอำนาจในยุโรป ซึ่งไม่ต้องการให้ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับญี่ปุ่นมากเกินไป
2. การใช้แนวทางรุนแรง การดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อการขยายดินแดนของไทยตามกระแสชาตินิยมของคนไทยต้องประสบอุปสรรคอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยไม่มีอาวุธทันสมัยจากต่างประเทศมาสร้างความเข้มแข็งให้แก่กองทัพไทย ขณะเดียวกันต่างประเทศก็ไม่เต็มใจขายอาวุธทันสมัยให้ เพราะเกรงว่าไทยอาจใช้อาวุธเหล่านั้นร่วมมือกับประเทศอื่นคุกคามผลประโยชน์ของตน เช่น สหรัฐอเมริกาไม่ยอมส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดให้แก่ไทย เพราะเกรงว่าจะใช้อาวุธเหล่านั้นทำสงครามกับอินโดจีนของฝรั่งเศสทั้ง ๆที่ได้ตกลงขายให้แล้ว เป็นต้น ส่งผลให้กองทัพไทยด้อยสมรรถภาพ รัฐบาลไทยจึงแก้ปัญหาด้วยการบำรุงขวัญและกำลังใจให้ทหารไทยฮึกเหิม พร้อมที่จะทำการรบเพื่อแก้แค้นฝรั่งเศสที่เคยทำความเจ็บใจให้แก่ประเทศไทยในอดีต ซึ่งทำให้กองทัพไทยประสบชัยชนะ โดยฝรั่งเศสยอมเจรจาคืนดินแดนบางส่วนให้กับไทย นอกจากนี้เมื่อญี่ปุ่นมีแผนการจะบุกไทยเพื่อเป็นทางผ่านไปโจมตีพม่าและมลายู ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ รัฐบาลไทยได้ใช้วิธีออกกฎหมายกำหนดหน้าที่ของคนไทยในการรบ และใช้การโฆษณาจูงใจเพื่อระดมประชาชนไทยให้มีส่วนช่วยต่อต้านการรุกรานของชาติมหาอำนาจ

ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
1. ด้านเศรษฐกิจ หลังจากการแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคเป็นผลสำเร็จในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับนานาชาติได้เข้าสู่ความเสมอภาคโดยสมบูรณ์ ยังผลให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับนานาชาติให้ประโยชน์แก่ไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านภาษีศุลกากร ซึ่งคู่ค้าที่สำคัญของไทยได้แก่ ประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น สำหรับสินค้าสำคัญของยุโรปที่ไทยสั่งซื้อ ได้แก่ ด้ายดิบ ด้ายเย็บผ้า ผ้า และสิ่งต่าง ๆ ที่ทำด้วยฝ้าย รวมทั้งเหล็ก เหล็กกล้า และวัสดุต่าง ๆ ที่ทำด้วยเหล็ก และเหล็กกล้า เครื่องจักร ส่วนของเครื่องจักร นมข้น และสุรา เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ไทยได้ส่งสินค้าด้านเกษตรและวัตถุดิบ เช่น ข้าว ไม้สัก ยางพารา และดีบุกไปขายยังประเทศเหล่านี้เป็นการแลกเปลี่ยน และเนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแข่งกับประเทศยุโรป และมีราคาถูกกว่า รวมทั้งอยู่ใกล้กับไทยมากกว่าประเทศยุโรป ญี่ปุ่นจึงเป็นผู้ค้ารายใหม่ที่สำคัญของไทย ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสลดลงเป็นอย่างมาก และเมื่อประเทศยุโรป ต้องเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าประเภทเครื่องจักรและสิ่งทอมาขายให้กับไทยได้ ไทยต้องหันไปซื้อสินค้าดังกล่าว รวมทั้งเครื่องบินจากสหรัฐอเมริกาแทนจึงทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 อิทธิพลของชาวยุโรปรวมทั้งชาวจีนได้กุมเศรษฐกิจของไทยไว้ถึงร้อยละ 95 โดยเฉพาะอังกฤษ เนื่องจากไทยใช้เงินปอนด์สเตอร์ลิงก์เป็นเงินสำรองต่างประเทศ และมีชาวอังกฤษเป็นที่ปรึกษาด้านการคลัง รวมทั้งกิจการต่าง ๆ เช่น การเดินเรือ เหมืองแร่ ป่าไม้ ยาสูบ และธุรกิจส่งสินค้าเข้า-ส่งสินค้าออก เป็นต้น จนกระทั่งสงครามเอเชียบูรพาเกิดขึ้น ไทยได้ประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา รัฐบาลจึงเข้าควบคุมธุรกิจต่าง ๆ ทั้งของอังกฤษและสหรัฐอเมริกาไว้ทั้งหมด
2. ด้านการเมือง แม้ว่าประเทศไทยจะมีความเสมอภาคกับนานาชาติที่เป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติประเทศไทยยังไม่ได้มีฐานะเท่าเทียมกับประเทศต่าง ๆ ในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ในเรื่องเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางศาล และการใช้อำนาจเก็บภาษีศุลกากรเนื่องจากสนธิสัญญาที่ประเทศเหล่านั้นทำกับประเทศไทยไว้บางประการ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น กงสุลต่างประเทศยังมีอำนาจในการถอนคดีจากศาลไทยได้ ยกเว้น ศาลฎีกา จนกว่าประเทศไทยจะประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาครบถ้วนแล้ว 5 ปี ส่วนด้านการค้าซึ่งสนธิสัญญากำหนดว่าภายใน 10 ปี นับแต่วันทำสนธิสัญญา ไทยจะไม่เก็บภาษีศุลกากรแก่สินค้าบางอย่างในอัตราสูงกว่าร้อยละ 5 เช่น ด้ายดิบ ด้ายเย็บผ้า ผ้า และสิ่งต่าง ๆ ที่ทำด้วยฝ้าย รวมทั้งเหล็ก เหล็กกล้า รวมทั้งวัสดุต่าง ๆ ที่ทำด้วยเหล็กและเหล็กกล้า เครื่องจักร ส่วนของเครื่องจักร นมข้น และสุรา เป็นต้น ต่อมาหลังจากที่ไทยประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวได้ครบทุกฉบับในปี พ.ศ. 2478 จึงเปิดการเจรจากับสหรัฐอเมริกา ประเทศยุโรป รวมทั้งยุโรป รวมทั้งญี่ปุ่น เพื่อทำสนธิสัญญาใหม่บนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ในปี พ.ศ. 2480 ซึ่งทำให้ไทยมีฐานะเท่าเทียมกับนานาชาติตั้งแต่นั้นมา
3. ด้านสังคมและวัฒนธรรม ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบผูกมิตรกับทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศมหาอำนาจ แม้ว่าในยุคเริ่มต้นประชาธิปไตยนั้น ไทยจะมีความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองกับญี่ปุ่นมากขึ้น แต่ก็ยังรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศมหาอำนาจยุโรปและสหรัฐอเมริกาไว้ ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรมระหว่างไทยกับประเทศมหาอำนาจจึงมีลักษณะ ดังนี้
1) การจ้างที่ปรึกษาราชการ ประเทศไทยจ้างชาวยุโรปและอเมริกาให้รับราชการเป็นที่ปรึกษางานด้านต่าง ๆ เช่น ชาวอังกฤษเป็นที่ปรึกษาการคลังและสอนกฎหมายในโรงเรียนกฎหมาย ชาวฝรั่งเศสเป็นที่ปรึกษากฎหมายและสอนภาษาฝรั่งเศส สำหรับชาวอเมริกันนั้นไทยได้จ้างให้เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 โดยทรงเห็นว่า สหรัฐอเมริกาไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับไทย จึงน่าจะให้คำปรึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยได้ดีที่สุด
2) การส่งนักเรียนไทยไปศึกษาต่อต่างประเทศ รัฐบาลไทยได้ส่งนักเรียนที่เรียนดี รวมทั้งประชาชนทั่วไปได้ส่งบุตรหลานไปศึกษาวิชาการสมัยใหม่ในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ทั้งนี้เพื่อกลับมารับราชการในประเทศไทย ซึ่งได้รับเงินเดือนสูงกว่าผู้ที่จบการศึกษาในประเทศ
3) การได้รับการสนับสนุนจากญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรมกับประเทศให้มากขึ้น เช่น ให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ประชาชนไทยส่วนใหญ่ยังคงมีค่านิยมในศิลปวัฒนธรรมของยุโรป และสหรัฐอเมริกา มากกว่าญี่ปุ่น โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีซึ่งสูงกว่าญี่ปุ่น นอกจากนี้ผู้สนับสนุนให้ชาวญี่ปุ่นเข้ามาประกอบธุรกิจและท่องเที่ยวในประเทศไทยมากเป็นพิเศษ

ผลกระทบของนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. ด้านการเมือง เมื่อญี่ปุ่นประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษแล้ว ต่อมารัฐบาลไทยได้ทำสัญญาร่วมรบกับญี่ปุ่นและได้ประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศคู่สงครามกับทั้งสองประเทศอย่างเต็มที่ อังกฤษรวมทั้งออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศในเครือจักรภพได้ประกาศสงครามกับประเทศไทย ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกากลับไม่ยอมประกาศสงครามกับไทย ด้วยเหตุผลที่ว่าการประกาศสงครามไม่ได้เกิดจากความต้องการของคนไทยอย่างแท้จริง และถือว่าไทยถูกญี่ปุ่นยึดครองต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามผลกระทบด้านการเมืองต่อประเทศไทย หลังจากร่วมมือกับญี่ปุ่นในการทำสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกามีหลายประการ ดังนี้
1) เกิดอำนาจเผด็จการทหาร มีการรวมอำนาจทางทหารไว้ที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีซึ่งดำรงตำแหน่งทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกด้วย ในฐานะนายกรัฐมนตรียังสามารถสั่งการตำรวจและพลเรือนได้ทั้งหมด ซึ่งถือว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อำนาจเผด็จการในประเทศได้อย่างเด็ดขาด
2) เกิดความรู้สึกชาตินิยม เนื่องจากเกิดภาวะสงคราม ทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคและภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลได้เร่งแก้ไขด้วยการใช้มาตรการต่าง ๆ เช่น การควบคุมราคาสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคไม่ให้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งกระทรวงอุตสาหกรรมขึ้น เพื่อสนับสนุนให้มีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมทั้งของรัฐบาลและเอกชน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมในครอบครัวผลิตสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งธนาคารชาติขึ้นเพื่อเป็นธนาคารกลางควบคุมดูแลด้านการเงินที่ใช้ภายในประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมให้คนไทยนิยมใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยอย่างจริงจัง ด้วยการปลุกเร้าความรู้สึกชาตินิยมให้ประชาชนไทยช่วยกันสร้างชาติให้เข้มแข็งทัดเทียมอารยประเทศ โดยใช้คำขวัญว่า ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ เป็นต้น
3) เกิดขบวนการเสรีไทย การประกาศสงครามของไทยในครั้งนี้ได้รับการคัดค้านจากผู้นำของประเทศหลายคน เช่น นายปรีดี พนมยงค์ และนายดิเรก ชัยนาม ซึ่งได้ร่วมกันก่อตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นในประเทศไทย ชื่อว่า ขบวนการเสรีไทย ขณะเดียวกัน ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันก็ได้ประกาศก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นเช่นกัน โดยขอการสนับสนุนจากอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นและปลดปล่อยประเทศไทยต่อไป เมื่อขบวนการเสรีไทยทั้งในและนอกประเทศติดต่อประสานงานกันได้ ทำให้มีความพร้อมที่จะต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นได้ แต่ขบวนการเสรีไทยก็ไม่ได้ปฏิบัติการตามความประสงค์ได้จนกระทั่งญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม อย่างไรก็ตาม ขบวนการเสรีไทยในประเทศไทยได้ให้ความร่วมมือกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาในด้านข่าวกรอง เพื่อช่วยให้เครื่องบินของทั้งสองชาติเข้ามาทิ้งระเบิดที่มั่นของทหารญี่ปุ่นในไทยได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ทั้งนี้ขบวนการเสรีไทยทั้งในและนอกประเทศได้มีส่วนช่วยให้ไทยพ้นจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม โดยนายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะหัวหน้าขบวนการเสรีไทยแห่งประเทศไทย ได้ช่วยให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าขบวนการเสรีไทยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการยอมรับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเดินทางกลับไทยเพื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และใช้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาช่วยกดดันให้อังกฤษยอมผ่อนปรนความต้องการต่าง ๆ ที่รัฐบาลอังกฤษขอให้ไทยกระทำเพื่อเป็นการไถ่โทษ กรณีไทยประกาศ
4) เกิดเป็นศัตรูกับชาติมหาอำนาจ เมื่อรัฐบาลไทยประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรที่ผ่านมาได้กลายเป็นศัตรู โดยเฉพาะอังกฤษมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจในประเทศไทยอยู่มาก เมื่อมีข่าวว่าญี่ปุ่นสนับสนุนไทยเพื่อขุดคลองบริเวณคอคอดกระเพื่อเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย หากดำเนินการสำเร็จก็จะมีร้ายทางยุทธศาสตร์ต่ออังกฤษอย่างมาก เนื่องจากจะทำให้ญี่ปุ่นมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจในไทยเพิ่มขึ้น และญี่ปุ่นสามารถคุมเส้นทางเดินเรือระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย และลดความสำคัญของสิงคโปร์ รวมทั้งช่องแคบมะละกาลงอย่างมาก ด้วยเหตุนี้สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงประเทศไทยจำต้องทำความตกลงกับอังกฤษในระยะหลังสงคราม โดยต้องยอมปฏิบัติตามความต้องการบางประการของอังกฤษ คือ จะไม่มีการขุดคลองในดินแดนของประเทศไทยเพื่อเชื่อมอ่าวไทยกับมหาสมุทรอินเดีย เว้นแต่อังกฤษจะให้ความยินยอม
2. ด้านเศรษฐกิจ ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจในลักษณะที่ได้เปรียบดุลการค้ากับต่างประเทศ นอกจากนั้น ประเทศไทยยังเก็บภาษีศุลกากรได้เป็นจำนวนมาก แต่หลังจากที่ญี่ปุ่นประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา และดึงเอาประเทศไทยเข้าไปร่วมในสงครามด้วย ทำให้การค้าระหว่างประเทศไทยกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาหยุดชะงักลง เพราะประเทศไทยสามารถทำการค้ากับญี่ปุ่นได้เพียงประเทศเดียวเท่านั้น ยังผลให้ประเทศไทยได้รับภาษีศุลกากรลดลงมาก และการที่การค้าระหว่างประเทศได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยอย่างร้ายแรง ดังนี้
1) ค่าครองชีพสูงขึ้น เนื่องจากเกิดความขาดแคลนสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคที่เคยสั่งซื้อจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา แม้ว่ารัฐบาลไทยจะได้ส่งเสริมให้มีโรงงานเพื่อผลิตสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว แต่ต้องประสบปัญหาด้านวัตถุดิบสำหรับใช้ในการผลิตที่เคยนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ จึงไม่สามารถที่จะผลิตผลสิ่งของออกมาสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ทำให้ราคาผลิตผลต่าง ๆ จากโรงงานเหล่านี้ยังคงสูงอยู่ และทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นเรื่อย ๆ
2) เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เนื่องจากได้มีการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้น เพื่อให้รัฐบาลญี่ปุ่นยืมสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของกองทัพญี่ปุ่นที่ตั้งในประเทศไทย นอกจากนี้เกิดจากการที่ไทยต้องยอมลดค่าเงินบาทให้เท่ากับค่าของเงินเยนของญี่ปุ่น ทำให้ค่าของเงินไทยลดลง ภาวะเงินเฟ้อดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนโดยทั่วไป รวมทั้งส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ที่ยากไร้กลายเป็นโจรผู้ร้ายกันมาก ซึ่งรัฐบาลต้องใช้กำลังปราบปรามอย่างเฉียบขาด
3. ด้านสังคมและวัฒนธรรม รัฐบาลในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ปฏิวัติสังคมและวัฒนธรรมไทย เพื่อให้มีความทันสมัยเหมือนประเทศตะวันตกและญี่ปุ่น ดดยการประกาศรัฐนิยม และจัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติขึ้น รวมทั้งประกาศวีรกรรม 14 ประการ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตด้วย ซึ่งได้เกิดผลกระทบต่อสังคมและวัฒนธรรมไทยอย่างมาก ดังนี้
1) การสร้างสำนึกชาตินิยม รัฐบาลได้ประกาศใช้รัฐนิยมจำนวน 12 ฉบับ อาทิการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย การกำหนดหน้าที่ให้คนไทยยืนเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี การใช้ของที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย การแต่งกายของชาวไทย และกิจวัตรประจำวันของคนไทยนั้น เป็นต้น ซึ่งมีผลในการสร้างความสำนึกทางชาตินิยมของคนไทย ทำให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องการแต่งกาย และมีแนวทางการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าจะมีผลทำให้ประชาชนคนไทยมีวัฒนธรรมและมีวิถีชีวิตที่เป็นระเบียบ อันจะทำให้ประเทศไทยมีความยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับอารยประเทศ
2) การปฏิวัติวัฒนธรรม รัฐบาลได้จัดตั้งสภาวัฒนธรรมขึ้นในปี พ.ศ. 2485 เพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยให้เป็นไปตามรัฐนิยม ซึ่งมี 5 ด้าน ดังนี้
1. ด้านจิตใจ รัฐบาลได้ส่งเสริมให้คนไทยประกอบอาชีพตั้งแต่ค้าขายเล็ก ๆ
น้อย ๆ เช่น ขายก๋วยเตี๋ยว จนกระทั่งถึงอุตสาหกรรมป่าไม้และเหมืองแร่ เป็นต้น รวมทั้งให้ประชาชนปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้งดงาม และรักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ให้ประชาชนไทยเลิกความนิยมในการใช้ฤกษ์ยามในการประกอบการงานต่าง ๆ และเลิกนิยมในไสยศาสตร์อีกด้วย
2. ด้านระเบียบประเพณี รัฐบาลได้ยกเลิกประเพณีบางอย่าง เช่น เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 13 เมษายน มาเป็นวันที่ 1 มกราคม ตามหลักสากลนิยม และยกเลิกบรรดาศักดิ์ต่าง ๆ ที่บุคคลได้รับลพระราชทานมาจากพระมหากษัตริย์ เพื่อทำให้ทุกคนเสมอกันในกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ สำหรับประเพณีในการแต่งกาย ผู้ชายต้องสวมหมวก รองเท้าหุ้มส้นและถุงเท้า เสื้อนอกและกางเกงขายาว ผู้หญิงมีหมวก กระโปรง เสื้อนอกคลุมไหล่ รองเท้ารัดส้นหรือหุ้มส้น ส่วนชาวไร่ชาวนาควรสวมท็อปบู๊ทในเวลาไถนาหรือดำนา อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนประเพณีการแต่งกายนี้ ก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองและไม่สอดคล้องกับสภาพดินฟ้าอากาศของประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อน ซึ่งเป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป จึงถูกยกเลิกไปในเวลาต่อมา
3. ด้านศิลปกรรม ได้จัดตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรขึ้นในปี พ.ศ. 2486 เพื่อค้นคว้าและส่งเสริมวัฒนธรรมและด้านศิลปกรรมของไทย และมีการปรับปรุงการละเล่นพื้นเมืองทางภาคอีสาน เช่น รำโทน ให้มีความสุภาพและเรียกชื่อใหม่ว่ารำวง ซึ่งรัฐบาลได้เผยแพร่ให้ข้าราชการฝึกรำวงกันทั่วประเทศ
4. ด้านวรรณกรรม ได้ปรับปรุงภาษาไทยใหม่เพื่อให้ง่ายต่อการเรียน โดยลดตัวอักษรที่ไม่จำเป็นลงจาก 44 ตัวเหลือ 32 ตัว เช่น ตัดอักษร ฆ ษ และ ฒ ออกไป เป็นต้น นอกจากนั้น ยังได้กำหนดหลักการการตั้งชื่อให้มีความแตกต่างกันระหว่างชื่อของผู้ชายและผู้หญิงอีกด้วย เช่น ชื่อของชายต้องมีลักษณะแข็งแรงกล้าหาญ ส่วนชื่อของหญิงต้องมีความหมายอ่อนโยนและไพเราะ เป็นต้น
5. ด้านการปฏิบัติต่อสตรี รัฐบาลได้ยกย่องสตรีให้มีฐานะเท่าเทียมชายเกือบทุกประการ เช่น มีการตั้งกองทหารหญิง โรงเรียนนายร้อยหญิง และโรงเรียนนายสิบหญิง เป็นต้น ส่วนในเรื่องการปฏิบัติของสามี-ภรรยานั้น สภาวัฒนธรรมแห่ชาติก็ได้เสนอและให้สามียึดพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อภรรยา เช่น สามีพึงยกย่องผู้เป็นภรรยา ไม่ดูหมิ่น ไม่ประพฤตินอกใจ และมอบความเป็นใหญ่ให้ เป็นต้น
3) วีรกรรมของชาติไทย หลังจากได้ปฏิวัติวัฒนธรรมแล้ว รัฐบาลได้กำหนดแนวทางอันเป็นวิถีทางดำเนินชีวิตของคนไทย เรียกว่า วีรกรรมของชาติไทย 14 ประการ อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติสังคมและวัฒนธรรมไทยส่วนใหญ่เป็นผลดีต่อวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทย แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมบางอย่างมีลักษณะเป็นการบังคับมากกว่าการชักจูง ประกอบกับประเทศไทยก็ยังขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคหลายอย่าง จึงไม่อาจที่จะดำเนินชีวิตตามแบบอย่างที่ทางราชการกำหนดไว้ได้ ทำให้หลายคนต้องถูกจับฐานเป็นผู้ไม่มีวัฒนธรรม เช่น ไม่สวมหมวกและแต่งกายไม่เรียบร้อยรวมทั้งไม่ยืนเคารพธงชาติเมื่อมีการชักธงขึ้นสู่ยอดเสา เป็นต้น ต่อมานโยบายปฏิวัติสังคมและวัฒนธรรมได้ถูกยกเลิกไป อย่างไรก็ตาม แม้นโยบายดังกล่าวจะสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน แต่ก็ได้ส่งผลดีหลายอย่างต่อวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน เช่น การเคารพธงชาติ เป็นต้น

นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยยุคปัจจุบัน
การกำหนดนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในยุคปัจจุบัน อาศัยองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้
1. องค์ประกอบภายในประเทศ องค์ประกอบภายในที่สำคัญที่รัฐบาลมักจะนำมาประกอบการพิจารณาในการกำหนดนโยบายต่างประเทศมี 4 ประการ ดังนี้
1) การเมืองภายในประเทศ หมายถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นผลจากการ
เคลื่อนไหวและพฤติกรรมของผู้นำทางการเมืองกลุ่มผลประโยชน์ และพรรคการเมืองที่แสดงออกผ่านทางสถาบันทางการเมืองและสื่อมวลชนในประเทศซึ่งมีทั้งการขัดแย้งและความร่วมมือกันในเหตุการณ์ต่าง ๆ กระบวนการทางการเมืองภายในอันเป็นผลมาจากโครงสร้างทางการเมืองและบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ พรรคการเมืองและสื่อมวลชนรวมทั้งเสถียรภาพของตัวผู้นำเป็นปัจจัยในด้านการเมืองที่มีผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทย
2) เศรษฐกิจภายในประเทศ หมายถึง ลักษณะและระดับของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ตลอดจนกระบวนการทางเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งเป็นผลจากการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ อาทิ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มแรงงานและกลุ่มธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งอาจขัดแย้งกันหรืออาจร่วมมือกันเพื่อกดดันรัฐบาลดำเนินการพิทักษ์ผลประโยชน์ของกลุ่มตน อาจกล่าวได้ว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้จะมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ
3) อุดมการณ์ของชาติ หมายถึง ระบบความคิด ความเชื่อเกี่ยวกับสังคมในชาติถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงามที่จะต้องรักษาไว้ หรือดำเนินการเพื่อให้บรรลุถึงหรือได้มาในที่สุด อุดมการณ์ของชาติจึงเป็นสิ่งจูงใจให้คนในชาติร่วมกันเรียกร้องให้มีการแก้ไขสภาวะทางสังคมที่ขัดกับสิ่งที่คนในชาติส่วนใหญ่ถือว่าดีงามที่พวกเขาต้องการรักษาไว้หรือได้มา ซึ่งย่อมจะมีผลผลักดันให้รัฐบาลกำหนดนโยบายทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อรักษาหรือให้ได้มาในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในชาติต้องการ
สำหรับอุดมการณ์ของชาติไทย ซึ่งคนไทยยึดมั่นรวมกันมาช้านานแล้ว และต้องการรักษาไว้ตลอดไปคือ ความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา บุคคลชั้นนำของไทยจำนวนหนึ่งได้ประกาศความศรัทธาในลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม หรือลัทธิประชาธิปไตย รวมทั้งพยายามที่จะปลูกฝังให้ประชาชนเลื่อมใสในลัทธิดังกล่าวด้วย อาจกล่าวได้ว่า ความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และอุดมการณ์ประชาธิปไตยมีส่วนชี้แนวทางให้คนไทยมีพฤติกรรมทางสังคมบางอย่างร่วมกันและมีความรักใคร่สามัคคี รวมทั้งผลักดันให้รัฐบาลไทยกำหนดนโยบายภายในและภายนอกประเทศให้สอดคล้องและส่งเสริมเป้าหมายของอุดมการณ์นี้ เช่น คนไทยทุกคนจะได้รับการสั่งสอนอบรมตั้งแต่เล็กจนโตให้มีความรักชาติ ยึดมั่นในศาสนา และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ตลอดจนเลื่อมใสในการปกครองระบบประชาธิปไตย เนื่องจากอุดมการณ์ของชาติดังกล่าวนี้ มีความสำคัญต่อสังคมไทยอย่างมาก กลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ สโมสร สมาคน และพรรคการเมืองต่าง ๆ จึงประกาศเจตนาเหมือน ๆ กันว่าจะยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เช่น ในการปฏิญาณตนของบัณฑิตใหม่ทุกมหาวิทยาลัยจะประกาศเหมือนกันว่า จะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ในทำนองเดียวกันรัฐบาลไทยในยุคประชาธิปไตยทุกคณะต่างประกาศนโยบายว่า จะยึดมั่นในอุดมการณ์ดังกล่าวเช่นกัน ดังตัวอย่างในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 พันตำรวจโททักษิน ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน โดยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมในระบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นต้น อุดมการณ์ของชาติดังที่กล่าวมานี้ มีส่วนผลักดันให้รัฐบาลไทยที่ผ่านทุกรัฐบาล กำหนดเป้าหมายของนโยบายต่างประเทศคล้ายคลึงกัน ดังนี้ คือ การรักษาเอกราชของชาติ การรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน การรักษาความมั่นคงของชาติ การรักษาสันติภาพในภูมิภาคและในโลก และการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ
4) สภาพภูมิศาสตร์ของประเทศ สภาพภูมิศาสตร์ของประเทศเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ได้แก่ พื้นที่ ทรัพยากร และประชากรของประเทศ และโดยเหตุผลที่ทุกประเทศในโลกมีเป้าหมายสำคัญในนโยบายต่างประเทศเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน ดังนั้นในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ รัฐบาลทุกประเทศจึงต้องนำเอาสภาพภูมิศาสตร์ของประเทสมาเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญเสมอก่อนที่จะตกลงใจเลือกนโยบายต่างประเทศอย่างใดอย่างหนึ่งมาปฏิบัติ นอกจากนั้น อาจกล่าวได้ว่าสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศมีส่วนทำให้ประเทศต่าง ๆ กำหนดนโยบายต่างประเทศแตกต่างกัน เช่น ประเทศที่เป็นเกาะล้อมรอบด้วยทะเลหรือมหาสมุทร เช่น ญี่ปุ่น ย่อมจะกำหนดนโยบายต่างประเทศแตกต่างไปจากประเทศที่ล้อมรอบไปด้วยพื้นดิน เช่น ประเทศเนปาล เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยนั้น สภาพทางภูมิศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศตลอดมา เนื่องจากพื้นที่ของประเทศไทยมีรูปร่างเหมือนขวาน ซึ่งพื้นที่ตอนบนมีเขตแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ คือ พม่า ลาว และกัมพูชา ส่วนพื้นที่ตอนล่างเป็นแผ่นดินที่ยื่นออกไปในมหาสมุทรจึงล้อมรอบไปด้วยทะเลทั้งด้านตะวันตกและตะวันออก อีกทั้งมีเขตแดนดินติดกับประเทศเพื่อนบ้านอีก 2 ประเทศ คือ พม่า และมาเลเซีย ซึ่งมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นโทษมากกว่าที่เป็นคุณต่อประเทศไทย นอกจากนี้ ประชากรของไทยในปัจจุบันซึ่งมีประมาณ 63.1 ล้านคน ส่วนใหญ่พูดภาษาไทยและนับถือศาสนาพุทธ และอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ได้แก่ ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม เช่น ชาวไทยใน 4 จังหวัดภาคใต้ และผู้ที่นับถือภูติผีปีศาจ เช่น ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ซึ่งประชากรเหล่านี้ไม่ได้ใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน
ด้านทรัพยากรของไทยนั้น มีทรัพยากรประเภทอาหารและประเภทแร่ธาตุอยู่มากเกินความต้องการภายในประเทศ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด และดีบุก รวมทั้งสินค้าเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งสามารถส่งเป็นสินค้าขาออกนำเงินตราเข้าประเทศเป็นจำนวนหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ส่วนแร่ธาตุประเภทเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันและถ่านหินนั้นมีอยู่น้อยไม่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศจำเป็นต้องนำเข้าคิดเป็นจำนวนหลายหมื่นล้านบาทต่อปีเช่นกัน
โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า แม้สภาพทางภูมิศาสตร์จะเป็นคุณแก่ประเทศไทย แต่ปัญหาที่เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่ต้องแก้ไขปัญหาตลอดเวลา เช่น มีพื้นที่และอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งยังได้ปักปันเขตแดนให้ชัดเจน อีกทั้งฝั่งทะเลมีความยาวและไม่ติดต่อกันซึ่งยากแก่การป้องกันได้ นอกจากนี้ยังมีปัญหากับชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอื่น และไม่ได้ใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน เป็นต้น
จากสภาพภูมิศาสตร์ทั้งที่เป็นคุณและโทษต่อประเทศไทยดังกล่าว รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายต่างประเทศโดยใช้ประจากสภาพที่เป็นคุณ และหลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายที่อาจทำให้สภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นโทษอยู่แล้วส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ นโยบายต่างประเทศที่ผ่านมาส่วนใหญ่ยึดนโยบายผูกมิตรกับนานาประเทศ ที่มีผลประโยชน์สอดคล้องกับประเทศไทย หรืออาจคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ
2. องค์ประกอบภายนอกประเทศ หมายถึง ระบบระหว่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วย ระบบระหว่างประเทศระดับโลก หรือระบบโลก ที่เกิดจากพฤติกรรมของมหาอำนาจเป็นส่วนใหญ่ และระบบภูมิภาคที่เกิดจากพฤติกรรมของมหาอำนาจและของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคที่ดำรงอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง เป็นปัจจัยที่มีส่วนกดดันให้รัฐบาลของทุกประเทศตัดสินใจดำเนินนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากระบบระหว่างประเทศที่เป็นอยู่ในขณะนั้น และเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศชาติ ปัจจัยภายนอกที่สำคัญที่มีส่วนกดดันให้รัฐบาลไทย ซึ่งเป็นประเทศระดับกลางมักจะนำมาประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดนโยบายต่างประเทศเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติมี 3 ประการ ดังนี้
1) การแข่งขันเพื่อขยายอำนาจของมหาอำนาจ การแข่งขันเพื่อขยายอำนาจของมหาอำนาจทั้งอดีตและปัจจุบันมีผลกระทบต่อประเทศไทยเสมอ เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของโลก จึงทำให้มหาอำนาจสนใจที่จะแผ่เข้ามาครอบงำและแสวงผลประโยชน์ เช่น การแข่งขันเพื่อขยายอำนาจของอังกฤษและฝรั่งเศสช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 24 และต้นพุทธศตวรรษที่ 25 มีผลกดดันให้รัฐบาลไทยเร่งปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยทั้งในด้านการทหารและการบริหารประเทศ รวมทั้งการผูกมิตรกับประเทศตะวันตกทุกประเทศ ดังจะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสประเทศในยุโรปถึง 2 ครั้ง รวมทั้งส่งพระราชโอรสและสามัญชนที่เรียนดีไปศึกษาวิชาทหารและวิทยาการสมัยใหม่ในยุโรป การปรับตัวของประเทศไทยในขณะนั้นทำให้ได้รับประสบการณ์ทางการทูตอย่างมาก และช่วยวางพื้นฐานที่ดีในการดำเนินนโยบายต่างประเทศให้แก่รัฐบาลไทยในระยะต่อมา พื้นฐานดังกล่าวคือ การรักษาดุลทางการทูตกับประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเป็นนโยบายที่ให้ประโยชน์แก่ประเทศไทยมากกว่านโยบายผูกมิตรกับประเทศมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งเพียงประเทศเดียว การที่ประเทศไทยต้องปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ระหว่างประเทศนั้น ส่งผลให้สามารถดำรงความเป็นเอกราชไว้ได้จนกระทั่งปัจจุบันนี้
2) การขัดแย้งทางอุดมการณ์ของมหาอำนาจ การขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างมหาอำนาจโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยกับสหภาพโซเวียตผู้นำฝ่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง หรือที่เรียกว่าสงครามเย็น นั้นเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ หรือปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วโลก โดยทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องตัดสินใจว่าจะรับเอาอุดมการณ์ของมหาอำนาจใด มหาอำนาจหนึ่งมาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของตนหรือไม่ สำหรับรัฐบาลไทยเลือกดำเนินนโยบายสนับสนุนสหรัฐอเมริกาทั้งในด้านการเมืองและการทหารในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ เนื่องจากไม่ต้องการลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งลัทธิดังกล่าวมุ่งทำลายสถาบันสำคัญคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์และเปลี่ยนสังคมไทยให้เป็นแบบคอมมิวนิสต์
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่มีส่วนกำหนดนโยบายต่างประเทศ ขณะนั้นเป็นทั้งเหตุและผลของกันและกันในการกำหนดนโยบาย
3) การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการทหารในเอเชีย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงในระบบระหว่างประเทศระหว่างภูมิภาค เป็นปัจจัยภายนอกที่มีส่วนกดดันให้ประเทศไทยต้องปรับนโยบายต่างประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางด้านการเมืองและการทหารที่เปลี่ยนไป ผลจากการล่มสลายของระบบคอมมิวนิสต์ในสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออกในปี พ.ศ. 2534 ทำให้สงครามเย็นระหว่างสองอภิมหาอำนาจสิ้นสุดลงโดยปริยาย ส่งผลให้สภาพแวดล้อมทางการเมืองและการทหารรวมทั้งเศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากและถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่สำคัญนับตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 โครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจเดิมมีอันต้องเสื่อมสลายและถูกแทนที่ด้วยระเบียบโลกใหม่ โดยมีสหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้นำของโลกเพียงฝ่ายเดียว สำหรับการเมืองของไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ในขณะที่ด้านการทหารมีนโยบายลดขนาดกำลังพลลงเพื่อให้เกิดความคล่องตัว แต่เพิ่มสมรรถนะความเข้มแข็งที่เรียกว่า จิ๋วแต่แจ๋ว
3. ผลประโยชน์ของชาติ นโยบายต่างประเทศของไทยที่กำหนดขึ้นจากเหตุปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกประกอบกันนั้น ประสบผลสำเร็จในการช่วยรักษาผลประโยชน์ของชาติที่สำคัญ ดังนี้
1) ด้านการรักษาเอกราชของชาติ ประเทศไทยรักษาความเป็นชาติเอกราชไว้ได้เกือบตลอดเวลากว่า 700 ปี โดยเสียเอกราชให้แก่พม่าเพียง 2 ครั้ง รวมเวลา 15 ปีเท่านั้น ย่อมแสดงว่านโยบายต่างประเทศของไทยประสพความสำเร็จในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและอาจกล่าวได้ว่าเป็นผลจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประกอบกัน ดังนี้
(1) ความสามารถทางการทูตของผู้นำประเทศ ผู้นำของประเทศไทยมีความสามารถในทางการทูตเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศสอดคล้องกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่อาจเป็นภัยคุกคามเอกราชของชาติได้เกือบตลอดเวลา นับตั้งแต่สมัยอยุธยาในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งพระองค์ทรงส่งราชทูตเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเชื่อกันว่าทรงให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของฝรั่งเศสมากเป็นพิเศษ เนื่องจากทรงต้องการให้ฝรั่งเศสสนใจประเทศไทยเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับฮอลันดาซึ่งขัดแย้งในผลประโยชน์ทางการค้ากับไทย อันเป็นภัยคุกคามต่อเอกราชของประเทศไทยในขณะนั้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงใช้วิธีสร้างดุลทางการทูตกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศสและรัสเซีย นอกจากนี้ยังจ้างชาวอเมริกันมาเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเกี่ยวกับกิจการต่างประเทศที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยโดยทรงเห็นว่าสหรัฐอเมริกาไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับประเทศไทย เป็นต้น
(2) การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การที่คนไทยส่วนใหญ่พูดภาษาไทยและนับถือศาสนาพุทธ อยู่ร่วมกันอย่างสันติกับคนไทยส่วนน้อยที่พูดภาษาอื่นและนับถือศาสนาอื่น รวมทั้งพระมหากษัตริย์ของไทยแม้จะทรงเป็นพระพุทธมามกะ แต่ก็ทรงให้ความอุปถัมภ์แก่ศาสนาอื่นที่ประชาชนนับถือทุกศาสนา ทำให้ประเทศไทยไม่มีปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาที่ต่างประเทศอาจยกมาเป็นข้ออ้างในการโจมตีได้
(3) ที่ตั้งภูมิศาสตร์ การที่ประเทศไทยไม่มีพรมแดนติดกับประเทศมหาอำนาจนั้นทำให้ไม่ถูกกดดันหรือมีความขัดแย้งกับประเทศมหาอำนาจโดยตรง ต่างกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า และเวียดนาม ที่มีพรมแดนติดกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ต้องเผชิญกับการกดดันหรือถูกคุกคามจากจีนตลอดเวลา ซึ่งยากที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ ซึ่งปรากฏว่าทั้ง 2 ประเทศ ต่างถูกจีนรุกรานและยึดครองเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเวียดนามต้องตกเป็นประเทศราชของจีนนานเกือบหนึ่งพันปี นอกจากนี้ ดินแดนส่วนที่ติดกับทะเลและมหาสมุทรของประเทศไทยไม่ได้อยู่ในเส้นทางคมนาคมทางเรือของประเทศมหาอำนาจ เช่น โปรตุเกส สเปน ฮอลันดา และอังกฤษ ซึ่งมหาอำนาจเหล่านั้นต้องการใช้ดินแดนเป็นที่จอดเรือหรือเก็บสินค้า ยังผลให้ประเทศดังที่กล่าวมาตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจดังกล่าวนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี
สำหรับประเทศไทยเนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์มีผลดีต่อการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รัฐบาลไทยทุกคณะจึงไม่ยอมอนุญาตให้มีการขุดคลองคอคอดกระตามข้อเสนอของมหาอำนาจ เพื่อต้องการย่นระยะการเดินทางของเรือสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้ตอนใต้ของไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเรือที่มหาอำนาจต้องการไว้ในครอบครอง เช่นเดียวกันกับคลองสุเอซและคลองปานามา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าไทยสามารถใช้การฑูตรักษาดุลแห่งความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นไว้โดยไม่เสียเอกราช
2) ด้านความมั่นคงของชาติ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง มีการนำเอาหลักความมั่นคงร่วมกันมาบรรจุไว้เป็นหลักการขององค์การสหประชาชาติ มีผลผูกพันประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ต้องร่วมมือกับประเทศอื่นในการรักษาความมั่นคงของสมาชิกทุกประเทศให้พ้นจากการคุกคามของประเทศอื่น แต่หลังจากสหภาพโซเวียตยับยั้งไม่ให้องค์การสหประชาชาติปฏิบัติหน้าที่ตามอุดมคติของสหประชาชาติ เช่น คัดค้านการกระทำของสหประชาชาติในเกาหลี เป็นต้น ทำให้ไทยต้องหาวิธีการรักษาความมั่นคงของตนเอง โดยสนับสนุนนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐอเมริกา ภายใต้องค์การร่วมป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่านโยบายดังกล่าวจะทำให้ไทยรู้สึกมีความมั่นคงปลอดภัยจากการรุกรานของคอมมิวนิสต์ แต่กลับทำให้ความมั่นคงภายในถูกคุกคามจากการบ่อนทำลายภายในเป็นอย่างมาก เพราะสหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่างให้การสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ส่งผลให้ พคท. ปฏิบัติการบ่อนทำลายความมั่นคงภายในประเทศได้มากขึ้นนับเป็นอันตรายต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก รัฐบาลไทยในขณะนั้นจึงทบทวนนโยบายความมั่นคงของไทยซึ่งผูกพันกับสหรัฐอเมริกาอย่างเหนียวแน่นเสียใหม่ โดยเปิดความสัมพันธ์ทางการฑูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และผูกมิตรกับรัฐบาลใหม่ใน 3 ประเทศอินโดจีน ในปี พ.ศ. 2518 และ 2519 ตามลำดับ
เมื่อสงครามเย็นยุติลง สหรัฐอเมริกาถือเป็นประเทศผู้นำโลกในระบบทุนนิยมแต่เพียงฝ่ายเดียวและหลังจากประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงใช้นโยบายการรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการพัฒนาระบบการป้องกันประเทศตามแนวทางการรักษาความมั่นคงสมบูรณ์แบบรวมทั้งสนับสนุนภารกิจในการรักษาสันติภาพในภูมิภาคภายใต้กรอบขององค์การสหประชาชาติ
โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า นโยบายต่างประเทศที่ผูกพันความมั่นคงของประเทศไว้กับสหรัฐอเมริกาและต่อต้านคอมมิวนิสต์นั้น ให้ประโยชน์ด้สนความมั่นคงแก่ประเทศไทยน้อยกว่านโยบายต่างประเทศที่มุ่งผูกมิตรและทุกประเทศ ไม่ว่าประเทศเหล่านั้นจะมีระบอบการเมืองการปกครองที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นแนวนโยบายต่างประเทศที่ประเทศไทยเคยปฏิบัติอย่างได้ผลดีมาก่อน
3) ด้านเศรษฐกิจ การติดต่อกับต่างประเทศในสมัยอยุธยานั้นประเทศไทยให้ความสำคัญกับการค้าต่างประเทศเป็นพิเศษ ขณะที่ประเทศตะวันตกต้องขยายการค้ากับเอเชียตะวันออกและเผยแพร่คริสต์ศาสนามายังดินแดนแห่งนี้ ดังจะเห็นได้ว่าโปรตุเกส สเปน ฮอลันดา และฝรั่งเศส ได้เข้ามาตั้งสถานีการค้า รวมทั้งบาทหลวงและมิชชั่นนารีได้เผยแพร่ศาสนาในประเทศไทยโดยเสรี ซึ่งประเทศตะวันตกเหล่านี้ได้ยึดดินแดนของเอเชียเป็นอาณานิคมในเวลาต่อมา ประเทศไทยจึงหาวีการเอาใจประเทศเหล่านี้ด้วยการให้ประดยชน์ทางการค้าอย่างเสมอหน้ากัน เพื่อให้ประเทศเหล่านี้ช่วยป้องกันประเทศไทยไม่ให้ถูกรังแกจากประเทศตะวันตกด้วยกัน
ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 รัฐบาลไทยได้ดำเนินโยบายต่างประเทศเช่นเดียวกับสมัยอยุธยา โดยให้ประโยชน์ทางการค้าอย่างเสมอหน้ากัน เนื่องจากรัฐบาลมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองมากกว่าทางเศรษฐกิจ ด้วยการอนุญาตให้ต่างประเทศส่งสินค้าเข้ามาในประเทศโดยเสียภาษีอากรขาเข้าเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ผ้าของไทยจากอุตสาหกรรมครัวเรือนต้องล่มสลายไปเกือบทั้งหมด เนื่องจากไม่สามารถสู้ราคากับสินค้าผ้าราคาถูกจากโรงงานอุตสาหกรรมของประเทศตะวันตกได้เลย
หลังจากที่ประเทศไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นฝ่ายชนะ ทำให้ได้เข้าร่วมในการประชุมและลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพที่พระราชวังแวร์ซายส์ ประเทศฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2462 ส่งผลให้ประเทศไทยยกเลิกสิทธิสภาพอาณาเขตทางศาลและสิทธิทางการค้าที่ประเทศผู้แพ้ คือ เยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี ได้รับตามสนธิสัญญาที่ทำไว้กับประเทศไทยเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งต้องใช้เวลาเกือบ 20 ปี จึงเรียกร้องให้ประเทศตะวันตกอื่น ๆ ยอมสละสิทธิพิเศษดังกล่าวที่ได้รับจากสนธิสัญญาที่ทำกับประเทศไทยในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้ทั้งหมด เมื่อปี พ.ศ. 2470 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยจึงได้ใช้นโยบายต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างเท่าเทียมกับนานาอารยประเทศ เช่น การทำการค้ากับทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกัน และการให้สิทธิพิเศษทางการค้ากับประเทศที่ให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเงิน หรือการค้ากับประเทศไทยเป็นการตอบแทน โดยไม่ต้องให้สิทธิพิเศษนั้นแก่ประเทศอื่น รวมทั้งกำหนดภาษีศุลกากรให้สูงขึ้นเพื่อกีดกันสินค้าจากต่างประเทศ และคุ้มครองแก่อุตสาหกรรมภายในประเทศได้อย่างเต็มที่
หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 รัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เป็นลำดับแต่ภาวะเศรษฐกิจยังคงเปราะบาง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปัจจุบันได้ใช้นโยบายการพาณิชย์และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่มุ่งยกระดับนโยบายด้านการค้าต่างประเทศสู่การพัฒนาเครือข่ายการตลาดเข้าสู่ระดับโลก เพื่อให้สนองตอบความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันการณ์ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยผนึกและสอดรับเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกอันเข้มแข็งในโลกยุคไร้พรมแดน ด้วยนโยบายด้านการด้านการพาณิชย์ซึ่งเร่งผลักดันให้ภาคเอกชนพร้อมเผชิญการแข่งขันเสรีในเวทีการค้าระหว่างประเทศ และพยายามให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าสินค้าและบริการในภูมิภาค และเป็นศูนย์กลางการแสดงสินค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศนั้นสนับสนุนการค้าเสรีในการค้าระหว่างประเทศ ด้วยบทบาทเชิงรุกในเวทีการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ตลอดจนนโยบายการค้าเสรีอาเซียน รวมทั้งส่งเสริมการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านและการค้าชายแดน นอกจากนี้รัฐบาลยังมีนโยบายด้านการคลัง ด้วยการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีผลต่อการยกระดับรายได้ของประชากร ปรับปรุงระบบภาษีให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นภาคเศรษฐกิจจริงที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ รวมทั้งการบริหารการคลังอย่างมีเสถียรภาพและจะกู้เงินเฉพาะเพื่อการลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสร้างฐานรายได้ให้แก่ประชาชนและภาคเอกชนเป็นหลัก
4) ด้านเกียรติภูมิ ประเทศไทยเป็นเอกราชมาช้านานถือว่าเอกราชและความมั่นคงของชาติเป็นผลประโยชน์สำคัญที่สุดที่จะต้องรักษา รัฐบาลไทยจึงยอมที่จะสละผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเกียรติภูมิ เพื่อรักษาเอกราชและความมั่นคงของชาติไว้เสมอ นับตั้งแต่สมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ซึ่งยอมเสียสละผลประโยชน์ทางการค้าและอธิปไตยทางศาล เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศตะวันตกคุกคามเอกราชของไทย จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยยินยอมให้สหรัฐเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทยเพื่อช่วยปกป้องความมั่นคงของไทย แม้ว่านโยบายดังกล่าวจะถูกตำหนิจากเพื่อนบ้านว่าประเทศไทยเป็นสมุนของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น
หากแต่สถานการณ์บังคับให้รัฐบาลต้องตัดสินใจกระทำเพื่อรักษาเกียรติศักดิ์หรือเกียรติภูมิของชาติ แม้การกระทำนั้นจะมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงหรือเศรษฐกิจก็ตาม เช่น ฝ่ายคอมมิวนิสต์สามารถยึกครองอินโดจีนได้ในปี พ.ศ. 2518 ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาต้องถอนทหารกลับประเทศ นอกจากรัฐลาบไทยจะปฎิเสธการย้ายทหารอเมริกันมาไว้ที่ประเทศไทยแล้ว ยังขอให้สหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจากประเทศไทยด้วย หลักจากนั้นรัฐบาลไทยได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างอิสระ ด้วยการส่งเสริมความสัมพันธ์กับทุกประเทศ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจและการเมือง ยังผลให้เกียรติภูมิของประเทศสูงขึ้น จนได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกไม่ประจำของคณะมนตรีแห่งสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ.2527
สำหรับนโยบายด้านการต่างประเทศในปัจจุบัน รัฐบาลได้เน้นการทูตเชิงรุกด้านเศรษฐกิจพร้อมกับการทูตด้านอื่น ๆ เพื่อฟื้นฟูและสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศในทุกด้านให้การคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศ รวมทั้งของภาคเอกชนไทย แรงงานไทยและคนไทยในต่างประเทศ ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาคเอเชีย ทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อนำมาซึ่งความเข้าใจอันดีระหว่างกันในการแก้ไขปัญหาและการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ จริงใจและโดยสันติวิธี

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ความหมาย

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หมายถึง การแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นข้ามเขตพรมแดนของรัฐ ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยรัฐหรือตัวแสดงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่รัฐ ซึ่งส่งผลถึงความร่วมมือหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศต่าง ๆ ในโลก
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กลุ่มบุคคล หรือสังคม ซึ่งเกิดขึ้นข้ามขอบเขตของกลุ่มสังคมการเมืองหนึ่ง ๆ ในกรณีความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยด้วยกัน หรือกลุ่มคนไทยด้วยกันในประเทศไทย ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนลาวถือว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือ และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในสังคมโลก

ลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือการแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นข้ามเขตพรมแดนของรัฐดังที่กล่าวข้างต้นนั้น อาจมีลักษณะแตกต่างกัน ดังนี้
1. ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาจกระทำอย่างเป็นทางการโดยรัฐ หรือโดยตัวแทนที่ชอบธรรมของรัฐ เช่นการประชุมสุดยอด การดำเนินการทางการฑูต การแถลงการณ์ประท้วง การยื่นประท้วงต่อองค์การสหประชาชาติ หรืออาจเป็นการกระทำไม่เป็นทางการ เช่น การก่อการร้าย การกระทำจารกรรม การโจมตีประเทศหนึ่งโดยสื่อมวลชนของอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งไม่ได้กระทำการในนามของรัฐ เป็นต้น
2. ความสัมพันธ์ในลักษณะร่วมมือหรือขัดแย้ง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น หากไม่ร่วมมือก็ขัดแย้ง ความสัมพันธ์ในลักษณะขัดแย้ง เช่น สงคราม การแทรกแซงบ่อนทำลาย การขยายจักรวรรดินิยม การผนวกดินแดนของอีกประเทศหนึ่ง ส่วนความร่วมมือ ได้แก่ การกระชับความสัมพันธ์ทางการฑูต การร่วมเป็นพันธมิตร การให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและวัฒนธรรมเป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ต่าง ๆ นี้อาจมีลักษณะผสมผสานกันได้ เช่น บางครั้งรุนแรง บางครั้งนุ่มนวล บางครั้งเป็นทางการ บางครั้งกึ่งทางการ หรือบางครั้งร่วมมือในเรื่องหนึ่งแต่ขัดแย้งในอีกเรื่องหนึ่ง เป็นต้น

ขอบเขตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีขอบเขตที่ครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
1. ความสัมพันธ์ทางการเมือง หมายถึง กิจกรรมข้ามพรมแดนเพื่อมีอิทธิพลหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตลอดจนการตัดสินใจขององค์การหรือรัฐบางต่างประเทศ เช่น การดำเนินการทางการฑูต การทหาร การแสวงหาพันธมิตร การแทรกแซงบ่อนทำลายประเทศอื่น การใช้กำลังบีบบังคับ การกำหนดและดำเนินนโยบายต่างประเทศ เป็นต้น กิจกรรมบางเรื่องอาจไม่เป็นกิจกรรมการเมืองโดยตรง แต่หากมีวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ก็ถือเป็นกิจกรรมการเมืองเช่นกัน เช่น การแลกเปลี่ยนทีมนักปิงปองระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี พ.ศ. 2514 มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองเนื่องจากประเทศทั้งสองต้องการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือผ่อนคลายความตึงเครียด และรื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ หลังจากเป็นศัตรูกันมาตลอด กิจกรรมเช่นนี้เรียกว่า การเมืองระหว่างประเทศ
2. ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ หมายถึง กิจกรรมการแลกเปลี่ยนทรัพยากรด้านบริการหรือวัตถุเพื่อตอบสนองความต้องการในการอุปโภคของผู้แลกเปลี่ยน เช่น การซื้อขายสินค้า การให้ทุนกู้ยืม การธนาคาร เป็นต้น เนื่องจากแต่ละประเทศมีทรัพยากรแตกต่างและไม่เท่าเทียมกัน และยังต้องการทรัพยากรของประเทศอื่นหรือบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกามีทรัพยากรน้ำมัน แต่ยังต้องการรักษาน้ำมันสำรองในปัจจุบันจึงซื้อน้ำมันจากประเทศเม็กซิโก และประเทศอาหรับ ความต้องการทรัพยากรซึ่งกันและกันเช่นนี้ทำให้เกิดความสัมพันธ์เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากร (วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เกษตรกรรม เทคโนโลยี บริการ ฯลฯ) โดยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าโดยการซื้อขาย ให้ แลกเปลี่ยน ยืม ก็ตาม โดยมีกฎเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติบางประการทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น การกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร การปิดล้อมทางเศรษฐกิจ การตั้งกำแพงภาษี การกำหนดอัตราหุ้นและดอกเบี้ย เป็นต้น ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเช่นนี้ เรียกว่า เศรษฐกิจระหว่างประเทศ
3. ความสัมพันธ์ทางสังคม หมายถึง กิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์ในการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา การศาสนา วัฒนธรรม การพักผ่อนหย่อนใจ การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมข้ามขอบเขตพรมแดนของรัฐ เช่น การส่งฑูตวัฒนธรรมหรือคณะนาฎศิลป์ไปแสดงในประเทศต่าง ๆ การเผยแพร่ศาสนาโดยตัวแทนทางศาสนาของประเทศอื่น การเผยแพร่ศิลปะของประเทศหนึ่งในประเทศอื่น เป็นต้น
4. ความสัมพันธ์ทางกฎหมาย เมื่อมีการแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ์ข้ามเขตพรมแดนของรัฐมากขึ้น เพื่อให้กิจกรรมดังกล่าวดำเนินไปโดยเรียบร้อยและมีระเบียบแบบแผน ประเทศต่าง ๆ จึงได้กำหนดกฎเกณฑ์ ระเบียบ หรือแนวทางปฏิบัติที่แต่ละประเทศพึงยึดถือปฏิบัติในด้านต่าง ๆ ขึ้น กฎเกณฑ์หรือระเบียบนี้อาจปรากฏในรูปข้อตกลงลายลักษณ์อักษร ซึ่งมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน เป็นต้นว่า สนธิสัญญา อนุสัญญา กติกาสัญญา กฎบัตร ความตกลง ฯลฯ หรืออาจเป็นความเข้าใจกันซึ่งแต่ละฝ่ายยึดถือปฏิบัติโดยไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ ซึ่งเรียกว่า กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม กฎระเบียบที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือจารีตประเพณีต่างเรียกว่า กฎหมายระหว่างประเทศทั้งสิ้น โดยมีวัตถุประสงค์ให้รัฐ หรือตัวแสดงอื่น ๆ ระหว่างประเทศได้ประพฤติปฏิบัติตนตามกติกาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน และเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคมโลก ซึ่งครอบคลุมความสัมพันธ์ด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านการเมือง เช่น สนธิสัญญาทางพันธมิตร สนธิสัญญาทางไมตรี กฎบัตร สหประชาชาติ ด้านเศรษฐกิจ เช่น สนธิสัญญาจัดตั้งกองทุนระหว่างประเทศ ข้อตกลงเรื่องการค้าและพิกัดภาษี ด้านสังคม เช่น สิทธิมนุษยชน การแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวัฒนธรรม ด้านเทคโนโลยี เช่น ความตกลงเรื่องการค้นคว้าในอวกาศ เป็นต้น
5. ความสัมพันธ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความสัมพันธ์ประเภทนี้มุ่งให้มีการแลกเปลี่ยนพัฒนาความรู้และความช่วยเหลือทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น มีการร่วมมือกันค้นคว้าทดลองและวิจัยในบริเวณทวีปแอนตาร์กติกา การร่วมมือกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์หลายประเทศ เพื่อกำจัดโรคภัยไข้เจ็บสำคัญ เช่น โรคมะเร็ง การร่วมมือกันส่งเสริมพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การให้รางวัลระหว่างประเทศ จัดการประชุมสัมมนาระหว่างประเทศ เป็นต้น

ผลของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและชาติต่าง ๆ มากกว่าที่เคยเป็นในอดีต เนื่องจากจำนวนประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น ประเทศต่าง ๆ ต้องพึ่งพากันมากขึ้นในด้านต่าง ๆ และพัฒนาการของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีผลให้โลกดูจะมีขนาดเล็กลง ซึ่งผลของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีต่อด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. ผลของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อสังคมโลก รัฐ ประชาชนและผู้นำของประเทศความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะมีมากน้อยเพียงใดนั้น อาจพิจารณาได้ว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวส่งผลถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดในโลก ในเรื่องนี้คำตอบที่ได้รับค่อนข้างชัดเจน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีผลกระทบต่อมนุษย์ทุกคนบนผืนโลกดังกล่าวต่อไปนี้
1) ด้านสังคมโลก ปัจจุบันโลก สังคมโลกเป็นที่รวมของกลุ่มสังคมที่เรียกว่า รัฐ มีระบบและกระบวนการดำเนินความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เช่น ระบบการเมืองระหว่างประเทศ ระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างชาติมหาอำนาจมีผลกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ทางการเมืองของมหาอำนาจอื่น และกลุ่มประเทศอื่น ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น การที่จีนแยกตัวจากสหภาพโซเวียตและเนินนโยบายทางการเมืองที่เป็นอิสระ และต่อมาได้คบค้าทำไมตรีกับสหรัฐอเมริกาย่อมมีผลทำให้โลกซึ่งเคยถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม มีสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำได้เปลี่ยนแปลงไป ในส่วนที่เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจก็เช่นกัน เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำขึ้น โดยเริ่มต้นจากกลุ่มประเทศยุโรป ก็มีผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก หรือเมื่อค่าของเงินสกุลใหญ่ ๆ เช่น เงินดอลลาร์ตก ก็มีผลกระทบกระเทือนเศรษฐกิจของโลกตามไปด้วย
2) ด้านรัฐ นอกเหนือจากผลของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งกระทบต่อสังคมโลกและสะท้อนถึงรัฐแต่ละรัฐแล้ว รัฐยังเป็นผู้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสัมพันธ์กับตนโดยตรงอีกด้วย ตัวอย่างเช่น การตัดสินใจดำเนินนโยบายต่างประเทศของอภิมหาอำนาจย่อมมีผลต่อการตัดสินใจของรัฐที่สังกัดกลุ่มของอภิมหาอำนาจนั้น ดังกรณีที่ประเทศพันธมิตรของสหภาพโซเวียตหลายประเทศตัดสินใจไม่เข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1984 หลังจากที่สหภาพโซเวียตประกาศไม่เข้าร่วมแข่งขันกีฬาดังกล่าว ผลต่อรัฐนี้ โดยทั่วไปจะเกิดมากในสถานการณ์ซึ่งรัฐอยู่ร่วมในสมาคม กลุ่มโอลิมปิก หรือในสถานการณ์ซึ่งรัฐอยู่ใกล้เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอาณาบริเวณใกล้เคียง ดังกรณีที่ประเทศไทยได้รับผลจากการสู้รบในกัมพูชา จนต้องแบกภาระผู้ลี้ภัยจากอินโดจีนจำนวนมาก และได้รับภัยจากการรุกล้ำดินแดนของฝ่ายเวียดนาม เป็นต้น ผลที่เกิดต่อรัฐอาจเป็นได้ทั้งในแง่ความมั่นคง ระบบโครงสร้างและกระบวนการทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมภายในรัฐ ดังจะกล่าวในหัวข้อต่อไป
3) ด้านประชาชน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งกระทบกระเทือนรัฐย่อมมีผลต่อประชาชนด้วย ผลดังกล่าวนี้ย่อมมีแตกต่างกันไป คือ อาจกระทบคนบางกลุ่มบางเหล่า หรือกระทบประชาชนโดยส่วนรวมทั้งโดยทางตรง หรือโดยทางอ้อมก็ได้ ตัวอย่างกรณีสงครามในกัมพูชานั้น ประชาชนไทยที่ได้รับความกระทบกระเทือนก็คือ พวกที่อยู่ตามบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา เช่น ในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ ส่วนประชาชนที่อยู่ห่างไกลออกไปได้รับผลน้อยลง
4) ด้านผู้นำของประเทศ การเปลี่ยนแปลงภายนอกประเทศ หรือเหตุการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาจมีผลต่อภาวะผู้นำภายในประเทศด้วย และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่ปกครองประเทศก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่มีการแทรกแซงจากต่างประเทศ ดังตัวอย่างกรณีที่นาย โงดินห์ เดียม ต้องถูกโค่นล้มอำนาจและถูกสังหาร เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเลิกให้ความสนับสนุน หรือกรณีที่มีการตั้งรัฐบาลหุ่นและผู้นำหุ่นโดยประเทศผู้รุกราน (เช่น รัฐบาลหุ่นในแมนจูเรียสมัยที่ญี่ปุ่นเข้ารุกรานก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือรัฐบาลกัมพูชาของนายเฮง สัมริน เป็นต้น)
ผลที่เกิดต่อสังคมโลก ต่อรัฐ ต่อประชาชน และต่อผู้นำของประเทศเช่นนี้ อาจเป็นได้ทั้งในทางดีหรือทางร้ายดังจะกล่าวต่อไป
2. ลักษณะของผลที่เกิดขึ้นต่อบุคคลและกลุ่มสังคมทั้งภายในและระหว่างประเทศ วัตถุประสงค์หลักของการที่มนุษย์เข้ามารวมกลุ่มเป็นสังคมภายในรัฐ หรือสังคมระหว่างประเทศก็ตาม คือ การแสวงหาความมั่นคงในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลและสังคม วัตถุประสงค์ดังกล่าวจะบรรลุตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการทั้งองค์ประกอบส่วนบุคคลและองค์ประกอบจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ องค์ประกอบสภาพแวดล้อมอาจเป็นเรื่องภายในกลุ่ม ภายในรัฐ หรือเป็นสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงนับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์และสังคมมนุษย์ ดังปรากฏในหลายลักษณะ ดังนี้
1) ด้านความมั่นคงของชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะทางด้านการเมืองและการทหาร ส่งผลถึงความมั่นคงปลอดภัย เอกราชและอำนาจอธิปไตยของชาติตลอดจนเสถียรภาพทางการเมืองและบูรณภาพแห่งดินแดนของแต่ละชาติ ดังจะเห็นได้ว่าสงครามระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นรูปหนึ่งของความสัมพันธ์ที่เกิดข้ามเขตพรมแดนของรัฐ การแทรกแซงบ่อนทำลายโดยบุคคล หรือกลุ่มบุคคลซึ่งได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ ตลอดจนการใช้หรือการข่มขู่คุกคามว่าจะใช้กำลังโดยยังไม่ถึงขั้นสงคราม ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนความมั่นคงของชาติทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น การผนวกดินแดน แลตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโธเนีย โดยสหภาพโซเวียหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือการที่รัฐซิมบับเว ถูกแทรกแซงโดยประเทศแอฟริกาใต้ เป็นต้น
ความมั่นคงของชาติซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องเอกราช บูรณภาพแห่งดินแดน และการธำรงไว้ซึ่งสิทธิแห่งรัฐอธิปไตยเป็นเรื่องที่ผู้กำหนดนโยบายของประเทศจัดเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับแรกของนโยบายต่างประเทศ ถึงแม้ความมั่นคงของชาตินี้จะได้รับการประกันได้บางส่วนโดยการพัฒนากำลังความสามารถและฐานอำนาจภายในประเทศก็ตาม แต่โดยทั่วไปแล้วความมั่นคงของชาติได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างมากจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อประกันความมั่นคงของชาติ เช่นโดยใช้วิธีการทางการฑูต การทหาร ดังกรณีการทำสัญญาป้องกันร่วมกันทั้งสองฝ่าย การรวมกลุ่มพันธมิตรทางทหาร การดำเนินการทหาร เป็นต้น
2) ด้านความปลอดภัยและการกินดีอยู่ดีของประชาชน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาจมีผลทั้งโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมต่อความปลอดภัยและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในแต่ละประเทศ กล่าวคือ นอกเหนือจากผลต่อความมั่นคงของประเทศซึ่งย่อมกระทบกระเทือนชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอยู่แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังอาจกระทบต่อความปลอดภัย และการกินดีอยู่ดีของประชาชนโดยยังไม่กระทบความมั่นคงของประเทศโดยตรงก็ได้ ตัวอย่างเช่น กรณีที่สายการบินเกาหลีใต้ถูกเครื่องบินสหภาพโซเวียตยิงตก หรือกรณีที่ผู้ก่อการร้ายกระทำการรุนแรงในประเทศอื่น จนมีผลให้ประชาชนได้รับอันตราย เป็นต้น
3) ด้านการพัฒนา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาจมีผลต่อความพยายามของรัฐและประชาชนในการเปลี่ยนแปลงฐานะทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และเทคนิควิทยาการของตนด้วย การเปลี่ยนแปลงฐานะดังกล่าวนี้ คือ การพัฒนานั่นเอง การพัฒนาการเมืองมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองไปสู่ระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ เปลี่ยนไปโดยสันติ และรองรับการกระทบกระเทือนจากภายนอกได้ด้วยดี การพัฒนาทางเศรษฐกิจมุ่งให้มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตและแลกเปลี่ยนสินค้นและบริการที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลประโยชน์ตอบแทนต่อประชาชนและรัฐได้ดีขึ้น การพัฒนาทางสังคมมุ่งให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและความสัมพันธ์ทางสังคมในประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น ปราศจากการขัดแย้งรุนแรง และการพัฒนาทางเทคนิควิทยาการมุ่งให้มีการยกระดับความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ความพยายามให้เกิดการพัฒนานี้ส่วนหนึ่งได้รับผลจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย
จะเห็นได้ว่า การพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย ล้วนได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมทางการเมืองและเศรษฐกิจภายนอกประเทศ รวมทั้งนโยบายต่างประเทศของประเทศที่มีฐานะดีทางเศรษฐกิจและการทหาร ตัวอย่างเช่น หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติและประเทศที่มีฐานะดีมีส่วนในการช่วยเหลือบูรณะพัฒนาประเทศที่ยากจนและกำลังพัฒนาทั้งหลาย เช่นโดยการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน การลงทุน การให้คำปรึกษาหารือทางวิชาการหรือการพัฒนาคุณภาพของบุคลากรสำคัญในประเทศเหล่านี้
โดยสรุป ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีผลต่อความสงบเรียบร้อย การกินดีอยู่ดีและการพัฒนาของประชาชน รัฐ และสังคมโลกทั้งโดยตรงและโดยอ้อม จึงนับว่ามีความสำคัญ
มีคุณค่าควรแก่การสนใจติดตามทำความเข้าใจทั้งโดยนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบายและประชาชนโดยทั่วไป

นโยบายต่างประเทศ

นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ความหมาย

สำหรับนโยบายต่างประเทศ ได้มีผู้ให้ความหมายไว้หลายความหมาย เช่น เจ. ดี. บี. มิลเลอร์ (J. D. B. Miller) ให้คำจำกัดความของคำว่า นโยบายต่างประเทศว่าหมายถึงพฤติกรรม (ของรัฐ) ที่เป็นทางการต่อกิจการภายนอกรัฐ
เค. เจ. โฮลสติ (K. J. Holsti) ได้ให้ความหมายของนโยบายต่างประเทศว่า หมายถึง เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะนโยบาย หมายถึง การตัดสินใจต่าง ๆ ที่มีเป้าหมาย เพื่อการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายนั้น ๆ ดังนั้น นโยบายต่างประเทศจึงเป็นการกระทำต่าง ๆ ของรัฐภายใต้การตัดสินใจและนโยบายเพื่อการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐด้วยกัน
เคลาส์ คนอร์ (Klaus Knorn) อธิบายว่า นโยบายต่างประเทศ หมายถึง การที่รัฐใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ของตนในการสัมพันธ์กับรัฐอื่น ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ
ที. บี. มิลลาร์ (T. B. Millar) กล่าวว่านโยบายต่างประเทศ เป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลของประเทศหนึ่งกับประเทศอื่น ๆ
จากความหมายดังที่กล่าวมา พอสรุปได้ว่านโยบายต่างประเทศ หมายถึงวิธีดำเนินการเพื่อการนำไปปฏิบัติที่มุ่งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือการตัดสินใจของประเทศอื่น ๆ เพื่อประโยชน์ของประเทศตน การกระทำเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ความสำคัญของนโยบายต่างประเทศ
นโยบายต่างประเทศ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และระหว่างตัวแสดงต่าง ๆ ซึ่งก่อให้เกิดสันติภาพหรือความขัดแย้งขึ้นได้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นพื้นฐานสำคัญ ซึ่งประเทศต่าง ๆ มักจะดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อให้ฝ่ายตนได้เปรียบหรือได้ประโยชน์มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ ดังนั้น การดำเนินนโยบายต่างประเทศ จึงมีความสำคัญอยู่ 2 ประการ ดังนั้น
1. การรักษาเอกราชและความมั่นคง นโยบายต่างประเทศของแต่ละประเทศจะมีลักษณะมุ่งต่อต้านการขยายตัวของประเทศอื่น ๆ ที่เห็นว่าเป็นภัยอันตรายต่อเอกราชและความมั่นคงของประเทศตน สมมุติฐานที่ว่า หากรัฐของตนเกิดความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย ก็จะมุ่งขยายอำนาจของรัฐ กรณีตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกามีความรู้สึกวิตกกังวลถึงความไม่ปลอดภัยของตน กรณีประเทศอิรักสะสมและผลิตอาวุธชีวภาพ จึงหาทางบีบด้วยวิธีการทางการทูต จนในที่สุดต้องใช้กำลังทหารเข้าทำสงครามและยึดครองประเทศอิรักอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นต้น กล่าวโดยสรุปได้ว่าเอกราชและความมั่นคงของประเทศเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
2. การแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายต่างประเทศ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีความสำคัญควบคู่กับผลประโยชน์ทางการเมือง ชาติมหาอำนาจจะใช้นโยบายทางเศรษฐกิจการค้าขายและการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ เพื่อแผ่ขยายลัทธิอุดมการณ์ วัฒนธรรม และเพิ่มอิทธิพลของตนในประเทศอื่น ๆ เช่น การใช้การค้าเพื่อเสริมสร้างฐานะทางเศรษฐกิจ และการทำให้ประเทศอื่น ๆ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของตน เช่น สหรัฐอเมริกาสนับสนุนให้เอกชนของตนเข้าไปลงทุนกิจการอุตสาหกรรมในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีความสำคัญด้านยุทธศาสตร์ทางการเมือง เช่น ลงทุนด้านกิจการน้ำมัน ในเวเนซุเอลา ลิเบีย และซาอุดีอาระเบีย ลงทุนด้านกิจการเหมืองแร่ เกษตรกรรม และโทรศัพท์ในประเทศลาตินอเมริกา รวมทั้งการเป็นประเทศคู่ค้าที่ได้เปรียบต่อประเทศในแถบลาตินอเมริกา เป็นต้น โดยใช้วิธีการต่าง ๆ ได้แก่ การยกเว้นอัตราภาษีขาเข้า การตั้งกำแพงภาษี หรือการจำกัดประเภทสินค้าขาเข้า เป็นต้น
นอกจากการค้าแล้ว การให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่าง ๆ ด้วยการกู้ยืมหรือการให้เปล่า ขณะเดียวกันก็จะพยายามสร้างอิทธิพลทางด้านจิตวิทยาควบคู่ไปด้วย ได้แก่การให้ความช่วยเหลือทางด้านการทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ การเผยแพร่อุดมการณ์ลัทธิความเชื่อ และวัฒนธรรมในรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น

องค์ประกอบของนโยบายต่างประเทศ
การกำหนดนโยบายต่างประเทศนั้น จะต้องมีองประกอบที่สำคัญ ๆ มีดังนี้
1. ลักษณะของผู้กำหนดนโยบาย ลักษณะดังกล่าวนี้เกี่ยวข้องกับการรับรู้ ภาพลักษณ์ และบุคลิกลักษณะส่วนตัวของผู้กำหนดนโยบาย เช่น ผู้นำที่มีความสุขุม รอบคอบ เยือกเย็น ย่อมมีความตัดสินใจแตกต่างจากผู้นำที่มีลักษณะอารมณ์ร้อนวู่วาม เป็นต้น ลักษณะทางด้านจิตวิทยา ความเชื่อหรือการยึดถือในอุดมการณ์ต่าง ๆ ของผู้นำหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินนโยบาย มีผลถึงการกำหนดนโยบายต่าง ๆ ที่คนเหล่านั้นรับผิดชอบหรือมีส่วนร่วมด้วย กล่าวโดยสรุปลักษณะประจำตัวของผู้นำหรือผู้มีส่วนในการกำหนดนโยบายมักจะปรากฏออกมาในการกำหนดหรือดำเนินนโยบายต่างประเทศที่บุคคลนั้น ๆ รับผิดชอบอยู่
2. บทบาทของผู้กำหนดนโยบาย บทบาทดังกล่าวนี้ถูกกำหนดไว้อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการแล้ว อย่างเป็นทางการ เช่น บทบาทในฐานะประมุขของรัฐตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เป็นต้น ส่วนบทบาทไม่เป็นทางการ เช่น ผู้นำฝ่ายค้านจะต้องมีบทบาทอย่างหนึ่ง ซึ่งต่อมาพรรคได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็นเสียงข้างมาก ผู้นำพรรคจะต้องเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นผู้นำรัฐบาล บทบาทก็ย่อมต้องเปลี่ยนไปจากเดิม และอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการตัดสินใจกำหนดนโยบายต่างประเทศด้วยก็ได้
3. ระบบราชการ หมายถึง โครงสร้างของหน่วยงานรัฐบาล กระบวนการกำดำเนินงานของหน่วยงานทางราชการที่สำคัญ ๆ กระบานการตัดสินใจในระดับต่าง ๆ เพื่อการกำหนดนโยบายเทคนิคในการนำเอานโยบายต่าง ๆ ไปปฏิบัติ ทัศนคติของข้าราชการในส่วนที่เกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายต่างประเทศที่มีต่อนโยบายภายในประเทศและต่อสวัสดิการของรัฐโดยทั่วไป
ส่วนการปกครองระบบเผด็จการนั้น การที่กลุ่มอื่น ๆ เช่น กลุ่มผลประโยชน์จะเข้ามามีอำนาจต่อการกำหนดนโยบายระหว่างประเทศได้น้อยกว่าประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ทั้งนี้ก็เพราะว่าระบบราชการถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากศูนย์กลาง การจะดำเนินนโยบายใด ๆ ก็ตามมักจะทำได้อย่างรวดเร็วก่อนที่ฝ่ายใดจะสามารถเข้าไปมีอิทธิพลได้อย่างจริงจัง
4. ชาติ เป็นองค์ประกอบที่กำหนดอำนาจของรัฐ เช่น องค์ประกอบด้านภูมิศาสตร์ และทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งทางด้านภูมิศาสตร์ ขนาด ดินฟ้าอากาศทรัพยากรธรรมชาติที่แต่ละชาติมีอยู่ล้วนแล้วแต่มีผลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศทั้งสิ้น เช่น รัฐที่มีอาณาเขตติดกับมหาสมุทรสองด้าน อย่างเช่น สหรัฐอเมริกาย่อมได้เปรียบกว่าโปแลนด์ที่มีที่ตั้งอยู่ระหว่างประเทศมหาอำนาจในยุโรปในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ
นอกจากนั้น เศรษฐกิจก็มีความสำคัญยิ่งต่อการกำหนดนโยบายของแต่ละรัฐความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ จำนวนผลิตภัณฑ์ประชาชาติรวม ผลผลิตทางด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี จำนวนทรัพยากรที่มีอยู่ ต่างก็มีบทบาทในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ดังจะเห็นได้ว่า รัฐที่มีทรัพยากรสำคัญ เช่น น้ำมัน ย่อมอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบกว่ารัฐที่ไม่มีน้ำมัน เพราะน้ำมันสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ หากรัฐขาดน้ำมัน เศรษฐกิจก็จะหยุดชะงักอยู่กับที่ ดังนั้น รัฐที่มีน้ำมันก็อาจจะอาศัยน้ำมันมาเป็นเครื่องมือในการต่อรองในเวทีการเมืองระหว่างประเทศได้ ดังเช่น ที่กลุ่มโอเปกกระทำได้สำเร็จ และทำให้ประเทศในกลุ่มนี้มีสิทธิ์มีเสียงเพิ่มมากขึ้นในเวทีการเมืองโลก
ระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของแต่ละประเทศก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ เช่น เชื่อว่าในระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ที่มีการควบคุมทางด้านเศรษฐกิจจากศูนย์กลางนั้น มักจะสามารถกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อทางด้านการเมืองได้เสมอ ในขณะที่ประเทศทุนนิยมจะนำเอานโยบายทางเศรษฐกิจมาใช้เพื่อประโยชน์ทางด้านการเมือง หรือเพื่อประโยชน์ของรัฐ โดยเฉพาะมักเป็นไปได้ยาก เพราะว่าเอกชนได้เข้ามามีส่วนในการควบคุมเศรษฐกิจของรัฐเป็นอย่างมาก และเอกชนจะพยายามเข้ามามีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐในทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองมากกว่าต่อรัฐ
ส่วนทางด้านสังคมนั้น หากสังคมใดมีความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคมมาก สังคมก็มีแนวโน้มที่จะแตกแยกความสามัคคีในชาติมีน้อย ทำให้กลายเป็นจุดอ่อนในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ เพราะการที่จะกำหนดนโยบายใด ๆ ลงไปก็อาจจะไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนอย่างเต็มที่ การศึกษา ภาษา ศาสนา สีผิว เผ่าพันธุ์ วัฒนธรรม สถานภาพทางสังคม การกระจายรายได้ ล้วนเข้ามามีผลต่อการกำหนดนโยบายทั้งสิ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น ในดินแดนทางภาคใต้ของประเทศไทยมีชาวไทยมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการที่รัฐจะกำหนดนโยบายใด ๆ ก็ตาม รัฐจะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงนี้อยู่เสมอ
ความเป็นมาทางด้านประวัติศาสตร์ ภาพพจน์ ลักษณะประจำชาติ อุดมการณ์ คุณภาพของรัฐบาล เข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายต่างประเทศเช่นกัน เช่น การที่ญี่ปุ่นได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างใหญ่หลวง ย่อมทำให้คนญี่ปุ่นมีความทรงจำเกี่ยวกับภัยภิบัติอันเกิดจากสงครามได้เป็นอย่างดี จนชาวญี่ปุ่นเป็นจำนวนมากไม่ต้องการให้ประเทศของตนเข้าร่วมในการแข่งขันทางอาวุธกับชาติอื่น ๆ อีก
5. ระบบ ในที่นี้หมายถึง ระบบระหว่างประเทศ เช่น ระบบดุลแห่งอำนาจ ระบบสองขั้วอำนาจ หรือระบบหลายขั้วอำนาจ เป็นต้น ระบบเหล่านี้ย่อมมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐ เช่น ประเทศไทยในช่วงสงครามเย็น ได้ดำเนินนโยบายที่ผูกพันกับสหรัฐอเมริกามาก ต่อมาระบบระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบหลายขั้วอำนาจ สงครามเย็นได้ลดความตึงเครียดลง ขณะเดียวกันประเทศไทยหันไปใช้นโยบายผูกมิตรกับจีนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศเป็นต้น นอกจากนี้ องค์การระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ ระบบพันธมิตร การพึ่งพาหรือพึ่งพิงระหว่างประเทศต่างถูกจัดเป็นองค์ประกอบที่เรียกว่าระบบนี้
องค์ประกอบต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานี้ มีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของรัฐ เพราะองค์ประกอบเหล่านี้จะทำหน้าที่กำหนดฐานะบทบาทและขีดความสามารถของรัฐในเวทีการเมืองระหว่างประเทศได้

เป้าหมายของนโยบายต่างประเทศ
หลักการพื้นฐานของการกำหนดและการดำเนินนโยบายต่างประเทศก็เพื่อการรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ ดังนี้
1. การรักษาสันติภาพ สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้แสดงให้เห็นว่า การเมืองระหว่างประเทศมีความเป็นไปได้ทุกขณะที่จะใช้ความรุนแรง อันได้แก่ การใช้กำลังอาวุธและกำลังทหารเป็นเครื่องมือในการระงับความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น การก่อการร้าย 11 กันยายน สงครามสหรัฐอเมริกากับอิรัก ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ เป็นต้น เมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้ รัฐต่างๆ จึงพยายามดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยกำหนดเป้าหมาย เพื่อการรักษาสันติภาพ ดังจะเห็นได้จากมีการตกลงจำกัดอาวุธ และลดอาวุธ ตามกฎบัตรสหประชาชาติ หรือมีความพยายามในการตกลงกัน การตกลงกันจำกัดการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับเกาหลีเหนือ
2. การสร้างความมั่นคง ความมั่นคงเป็นหลักสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยทั่วไป จะเห็นได้ว่านโยบายการแผ่อิทธิพลและอำนาจของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคต่างๆ ของโลกนั้นก็เพื่อสร้างความมั่นคงในดุลยภาพของอำนาจระหว่างอภิมหาอำนาจทั้งสอง หรือในอดีต ไทยต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบผูกมิตรกับจีน สหรัฐอเมริกา และประเทศในสมาคม อาเซียนก็เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยในกรณีที่เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับเวียดนาม กัมพูชา และลาว ที่มีสหภาพโซเวียตหนุนหลัง เป้าหมาย ของนโยบายต่างประเทศในแง่ของการสร้างความมั่นคงนี้ดูเหมือนจะมีความสำคัญมากกว่าเป้าหมายเพื่อสันติภาพเสียอีก
3. การรักษาอำนาจ การรักษาสถานภาพแห่งอำนาจรัฐต่างๆ จะรักษาอำนาจและฐานะของตนในเวทีการเมืองระหว่างประเทศมิให้ตกต่ำลง ดังจะเห็นได้ว่า สหรัฐอเมริกาได้ขยายอิทธิพลของตนในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งแข่งขันกันมีอิทธิพลในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บูช ได้หันมาสร้างระบบแกนพันธมิตร 3 ฝ่าย อันประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรปตะวันตก เพื่อประสานระบบความมั่นคงและรักษาอำนาจของสหรัฐเมริกาในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศกำลังพัฒนานั้น สหรัฐอเมริกาจะเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางของสหรัฐอเมริกาโดยการลงทุน การให้ความช่วยเหลือในรูปการให้กู้ยืมและการให้เปล่า ตลอดจนการให้การสนับสนุนการรวมตัวกัน เช่น สมาคมอาเซียน และตลาดร่วมยุโรป เป็นต้น
4. การรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันปัญหาความแตกต่างของประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่ด้อยพัฒนาปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น ปัญหาความยากจนและความอดอยากในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย ปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดความตึงเครียดในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โดยชาติอภิมหาอำนาจต่างก็แข่งขันเพื่อมีอิทธิพลในการให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศยากจนเหล่านี้ แต่บทบาทที่แท้จริงของอภิหมาอำนาจนี้ก็คือ การแข่งขันกันสร้างเขตอิทธิพลของตนในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาถูกแบ่งออกเป็นค่ายสังคมนิยมและค่ายเสรีนิยมซึ่งประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ต่างก็เป็นตลาดวัตถุดิบ ตลาดแรงงาน และตลาดสินค้า รวมทั้งต้องพึ่งพิงกับประเทศอภิมหาอำนาจนั่นเอง นอกจากนี้ ประเทศมหาอำนาจได้ใช้แนวทางเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อการรักษาความอุดมสมบูรณ์ และการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ของตนอีกด้วย เช่น การใช้นโยบายทุ่มสินค้า นโยบาย ปิดล้อม เป็นต้น

การกำหนดนโยบายต่างประเทศ
การกำหนดนโยบายต่างประเทศนั้น แต่ละประเทศมีเป้าหมายและวิธีการในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของตนแตกต่างกันไป ซึ่งรัฐจะดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายซึ่งประกอบด้วย
รูปแบบการกำหนดนโยบายต่างประเทศ
การกำหนดนโยบายต่างประเทศของแต่ละประเทศนั้นมีรูปแบบต่าง ๆ กัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะโครงสร้างทางการเมือง ฐานอำนาจของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ตลอดจนอุดมการณ์ ผลประโยชน์ และความสนใจของผู้กำหนดนโยบายเป็นสำคัญ ซึ่งมีรูปแบบดังนี้
1. นโยบายสมเหตุสมผล รูปแบบของนโยบายนี้ถูกกำหนดหลังจากที่ผู้กำหนดนโยบายพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ที่เป็นไปได้ทั้งหมด เช่น เมื่อถูกประเทศหนึ่งยื่นคำขาดขอเดินทัพผ่านประเทศตน ประเทศที่ถูกยื่นคำขาดจะพิจารณาว่าหนทางปฏิบัติของตนมีได้กี่ทาง เช่น ปฏิเสธการยื่นคำขาด และต่อสู้ทันทีหากมีการยกตราทัพเข้าประเทศ ยอมตามคำคู่นั้น เจรจาถ่วงเวลา หรือขอให้มหาอำนาจอื่นเข้าแทรกแซง เมื่อกำหนดทางเลือกแล้ว ก็จะพิจารณาว่าทางเลือกแต่ละทางนั้นมีผลดีผลเสียอย่างไร หลังจากนั้นก็จะเลือกหนทางที่ให้ผลดีที่สุดหรือก่อผลเสียน้อยที่สุด โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ เช่น กรณีที่สวิตเซอร์แลนด์เลือกนโยบายเป็นกลาง เพราะพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ แล้ว เห็นว่านโยบายนี้ตอบสนองผลประโยชน์ของชาติได้ดีที่สุด เป็นต้น
2. นโยบายโดยผู้นำ รูปแบบนโยบายโดยผู้นำนี้จะถูกกำหนดโดยผู้นำเพียงคนเดียว หรือเพียงกลุ่มน้อยเท่านั้น ไม่ว่าประเทศจะมีการปกครองแบบใดก็ตาม สำหรับประเทศที่มีการปกครองแบบเผด็จการ เช่น การกำหนดนโยบายเพื่อความยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรไรซ์ที่ 3 ซึ่งกำหนดโดยฮิตเลอร์และกลุ่มผู้นำทางทหารไม่กี่คน หรือนโยบายวงศ์ไพบูลย์ร่วมกันแห่งเอเซีย ซึ่งผู้นำทางทหารของญี่ปุ่นกำหนดในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้น สำหรับประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย นโยบายโดยผู้นำนี้จะเกิดขึ้นหลังจากมีการเลือกตัวผู้นำโดยกระบวนการประชาธิปไตย เมื่อมีการเลือกสรรได้แล้วผู้นำเพียงไม่กี่คนก็จะทำหน้าที่กำหนดนโยบาย
3. นโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป รูปแบบของนโยบายนี้เป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบายเดิม เช่น นโยบายคบค้ากับจีนของประเทศไทยซึ่งเป็นนโยบายที่เกิดจากการปรับตัวตามสถานการณ์กล่าวคือ นโยบายของไทยเริ่มมีลักษณะผ่อนคลายความตึงเครียดและโอนอ่อนเข้าหาจีนอย่างไม่เป็นทางการ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นนโยบายคบค้ากับจีนดังที่เป็นอยู่ เป็นต้น รูปแบบการกำหนดนโยบายเช่นนี้มีลักษณะอนุรักษ์นิยม กล่าวคือ ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังรักษาลักษณะบางอย่างของนโยบายเดิมเอาไว้มิได้เปลี่ยนแปลงโดยทันที
4. นโยบายแบบการเมือง ในประเทศซึ่งมีกลุ่มการเมืองหลายกลุ่มที่มีอำนาจหรือมีบุคคลหลายกลุ่มเข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ และกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้มีอุดมการณ์และผลประโยชน์แตกต่างกันออกไป รูปแบบการกำหนดนโยบายต่างประเทศอาจมีลักษณะการเมือง คือ บุคคลแต่ละกลุ่มจะเสนอแนวนโยบายที่ตนเห็นสมควร และดำเนินการเจรจาต่อรอง หรือใช้วิธีการทางการเมืองรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้นโยบายของตนปรากฏออกมาโดยมีลักษณะประสานผลประโยชน์และอุดมการณ์ของบุคคลหลายกลุ่ม ซึ่งอาจไม่ใช่นโยบายที่เหมาะสมที่สุด แต่เป็นนโยบายที่สอดประสานผลประโยชน์ของคนกลุ่มต่าง ๆ ได้ดีที่สุด
5. นโยบายแบบการเมืองโดยระบบราชการ รูปแบบของนโยบายนี้ ระบบราชการจะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลติดตามวิเคราะห์ข่าวคราวเหตุการณ์ระหว่างประเทศ จัดทำข้อเสนอแนะ รวมทั้งทางเลือกต่าง ๆ เพื่อให้รัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศ ซึ่งหน่วยราชการอาจเสนอเหตุผลและข้อมูลที่สนับสนุนทางเลือกหนึ่งซึ่งเห็นว่าเหมาะสมที่สุดและเสนอเหตุผลสนับสนุนทางเลือกอื่น ๆ อย่างไม่หนักแน่น
รูปแบบต่าง ๆ ในการกำหนดนโยบายต่างประเทศเหล่านี้นั้นในทางปฏิบัติรัฐต่าง ๆ มิได้ใช้แบบใดแบบหนึ่งเสมอไป แต่ในทางปฏิบัติขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ประการหนึ่ง และขึ้นอยู่กับความเหมาะสมที่ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของรัฐเห็นสมควรอีกประการหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าแบบแผนหรือรูปแบบการกำหนดนโยบายต่างประเทศจะเป็นอย่างไร ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศพึงต้องคำนึง และพิจารณาถึงผลประโยชน์แห่งชาติของตนอยู่เสมอ
กระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศ
กระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศของแต่ละประเทศนั้นจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระบบการเมืองการปกครอง ความแตกต่างในลัทธิอุดมการณ์ และในบางครั้งรัฐบาลต่างคณะกันในรัฐเดียวกันนั้นเองก็อาจใช้กระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศแตกต่างกันไปด้วย ดังนี้
1. ระบอบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภาของอังกฤษ กระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ โดยคณะรัฐมนตรีจะเป็นองค์กรสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ และตัดสินใจ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้รับผิดชอบนโยบายต่างประเทศที่ได้ตัดสินใจกำหนดขึ้นโดยคณะรัฐมนตรี การตัดสินใจของฝ่ายรัฐบาลจะถูกตรวจสอบโดยรัฐสภา ด้วยการตั้งกระทู้ถามและวิจารณ์นโยบายเหล่านั้น หากรัฐบาลมาจากเสียงข้างมากในรัฐสภา นโยบายต่างประเทศนั้นก็จะได้รับการยอมรับสนับสนุน ในทางกลับกัน หากฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถคุมเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ นโยบายต่างประเทศนั้นก็ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ในบางกรณีถึงกับทำให้คณะรัฐบาลอาจต้องลาออกจากตำแหน่ง
ส่วนระบบประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกานั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้การใช้อำนาจของสถาบันนิติบัญญัติกับสถาบันฝ่ายบริหาร แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดนั้น ประธานาธิบดีโดยรัฐมนตรีต่างประเทศและคณะผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะด้านของประธานาธิบดีจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ทั้งนี้ประธานาธิบดีแต่เพียงผู้เดียว หรือประธานาธิบดีโดยความเห็นชอบของสภาความมั่นคงแห่งชาติ จะเป็นผู้ตัดสินใจกำหนดนโยบายขั้นสุดท้าย เมื่อกำหนดเป็นนโยบายได้แล้ว ประธานาธิบดีและฝ่ายบริหารสามารถนำนโยบายนั้นไปปฏิบัติได้ทันที
กระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศในประเทศที่มีระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น รัฐสภาสามารถเข้ามามีส่วนร่วมตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
นอกจากนี้ บทบาทของสถาบันที่มิใช่องค์การฝ่ายรัฐ เช่น สื่อมวลชน กลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ มติมหาชน และนักวิชาการก็สามารถเข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ โดยการเสนอแนะและวิพากษ์วิจารณ์ในด้านต่าง ๆ ในบางกรณี มติมหาชน และการเรียกร้องของกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มมีส่วนทำให้รัฐบาลต้องปรับปรุงหรือยกเลิกนโยบายต่างประเทศนั้นได้ ดังตัวอย่างในปี พ.ศ. 2518 เป็นต้นมาที่ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องเลิกเข้าไปยุ่งเกี่ยวในสงครามอินโดจีน โดยรัฐสภาไม่สนับสนุนด้านงบประมาณ อันเป็นผลมาจากการเดินขบวนประท้วงที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
2. ระบอบเผด็จการ ในระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ของสาธารณรัฐประชาชนจีนมีกระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศแตกต่างไปจากประเทศประชาธิปไตย กล่าวคือ ระบอบคอมมิวนิสต์จะมีพรรคคอมมิวนิสต์เพียงพรรคเดียวที่ครองอำนาจการเมืองโดยสมบูรณ์ พรรคคอมมิวนิสต์จึงเป็นองค์กรที่กำหนดแนวนโยบายต่างประเทศตามที่เห็นสมควรโดยพรรคคอมมิวนิสต์จะเป็นผู้กำหนดนโยบายให้ระดับสูงสุด ส่วนองค์การฝ่ายรัฐบาล เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศจะทำหน้าที่เพียงผู้ที่นำนโยบายไปปฏิบัติเท่านั้น
กล่าวโดยสรุป กระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศของรัฐต่าง ๆ ย่อมแตกต่างกันไปตามประเภทของระบอบการเมืองการปกครอง ซึ่งจะต้องมีเป้าหมายเพื่อการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติมากที่สุด มีความเสี่ยงในการนำไปปฏิบัติน้อยที่สุดและสอดคล้องกับความเป็นจริงทางการเมืองระหว่างประเทศในแต่ละขณะให้มากที่สุด
การดำเนินนโยบายต่างประเทศ
การดำเนินนโยบายต่างประเทศ คือ การดำเนินกิจกรรมเพื่อการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐภายในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ รัฐจึงเป็นตัวแสดงที่สำคัญที่สุดในการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ การนำนโยบายต่างประเทศไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์นั้น ผู้ที่ทำหน้าที่ดำเนินนโยบายต่างประเทศ คือ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศ จะรับผิดชอบในระดับสูงหรือระดับนโยบาย ส่วนระดับรองลงมาอาจมอบหมายให้บุคคลหรือคณะบุคคลเป็นตัวแทน เช่น นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปเจรจาและทำสัญญาซื้อน้ำมันดิบกับกลุ่มประเทศโอเปค เป็นต้น ซึ่งในระดับปฏิบัติเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นข้าราชการประจำกระทรวงต่าง ๆ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น
การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างรัฐในทางการเมืองระหว่างประเทศมักใช้เครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ดังนี้
1. การทูต คือ การรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน การทูตจะช่วยลดความขัดแย้งด้วยการเจรจาหาทางประนีประนอมระหว่างกัน การทูตเป็นเครื่องมือสำหรับรัฐต่าง ๆ ที่จะใช้ให้เกิดประโยชน์ได้โดยเสมอกัน แต่ประโยชน์ตอบแทนที่ได้รับจากการใช้เครื่องมือทางการทูตนั้นย่อมแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับศิลปะของนักการทูตในการเจรจาซึ่งถือกันว่าการทูตเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ซึ่งมีวิธีการต่าง ๆ เช่น การชี้ชวน โน้มน้าวและจูงจิตใจ การบีบบังคับ และการข่มขวัญ เป็นต้น
2. เครื่องมือทางจิตวิทยา การใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาในการดำเนินนโยบายต่างประเทศนั้น รัฐต่าง ๆ จะใช้เครื่องมือนี้ได้ไม่เท่าเทียมกัน บางรัฐมีความสามารถในการใช้สูง เช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต แต่บางรัฐอาจมีขีดความสามารถที่จำกัด โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจน เป็นต้น การใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาจะอยู่ในรูปของการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งมีมากในช่วงสงครามเย็นเป็นต้นมาสหรัฐอเมริกาถือว่า การแถลงข่าวเพื่อผลทางด้านจิตวิทยาเป็นเครื่องมือที่สำคัญ โดยมีสำนักงานแถลงข่าวอเมริกัน (USIA) และสถานีวิทยุกระจายเสียงจากอเมริกา (Voice of America) เป็นหน่วยงานสำคัญในขณะเดียวกัน สหภาพโซเวียต ก็พยายามแข่งขันในด้านนี้ โดยมีสำนักงานแถลงข่าวทาสส์ (Tass) และสำนักงานโฆษณาระหว่างประเทศ (AGITPROP) เป็นต้น นอกจากการโฆษณาชวนเชื่อแล้ว การให้ความช่วยเหลือ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การให้ทุนไปศึกษาดูงานและฝึกอบรมเป็นอีกวิธีการหนึ่งเพื่อนำไปสู่เป้าหมายทางจิตวิทยา
3. เครื่องมือทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเป็นวิธีการอย่างหนึ่งเพื่อการบรรลุเป้าหมายของนโยบายต่างประเทศ เครื่องมือทางเศรษฐกิจนี้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางการเมือง การทหาร และจิตวิทยา เมื่อรัฐมีความสัมพันธ์ทางด้านการค้าและการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่อกันแล้ว รัฐอาจได้ผลประโยชน์ทางการเมืองในแง่ของการขยายอิทธิพล ได้ประโยชน์ทางการทหาร เช่น การตั้งฐานทัพ และประโยชน์ทางจิตวิทยา เช่น ความรู้สึกที่เป็นมิตรต่อกัน เป็นต้น
4. เครื่องมือทางการทหาร การใช้เครื่องมือทางการทหารเป็นการใช้เพื่อการตัดสินปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างกัน หรือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่นเพื่อการขยายเขตอิทธิพลของตน การใช้เครื่องมือทางทหารนี้มีรูปแบบต่าง ๆ เช่น สงครามในรูปแบบต่าง ๆ การแทรกแซงทางทหาร การงดการซื้อขายและให้ความช่วยเหลือทางทหาร เป็นต้น

ผลกระทบของนโยบายต่างประเทศ
การดำเนินกิจกรรมเพื่อการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐภายในเวทีการเมืองระหว่างประเทศนั้น ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบระหว่างรัฐด้วยกัน ผลกระทบดังกล่าวนี้มี 2 ลักษณะ ดังนี้
1. ความร่วมมือ การที่รัฐต่าง ๆ ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่นำไปสู่ความร่วมมือนั้นมีเป้าหมายร่วมกันในบางสิ่งบางอย่าง เช่น ความมั่นคงร่วมกัน การป้องกันร่วมกัน และสันติภาพ เป็นต้น การร่วมมือกันในระดับภูมิภาคต่าง ๆ เช่น สมาคมอาเซียน องค์การตลาดร่วมยุโรป
เป็นต้น รวมทั้งการที่รัฐประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ เช่น สหภาพไปรษณีย์สากล เป็นต้น
2. ความขัดแย้ง สภาวการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศในปัจจุบันนี้ ได้แสดงให้เห็นว่าการแข่งขันในทางอำนาจอันนำไปสู่การใช้ความรุนแรงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง “ผลประโยชน์ของชาติ” เป็นต้นเหตุสำคัญของความขัดแย้งเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ได้มีความพยายามลดระดับความขัดแย้งต่าง ๆ โดยการใช้การต่อรองเป็นแนวทางเพื่อลดความขัดแย้ง ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามซึ่งเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดนั่นเอง

พระราชฐานะและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

พระราชฐานะ
พระราชสถานภาพของพระมหากษัตริย์ไทย ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ไม่มากนัก กล่าวคือ ทรงเป็นประมุขของประเทศ ทรงเป็นที่เคารพสักการะ ทรงเป็นผู้ที่มิอาจถูกละเมิดได้ ทรงเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก และทรงเป็นจอมทัพไทย การดำรงไว้ซึ่งพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ไทยในแต่ละเรื่อง มิได้เหมือนกับพระมหากษัตริย์ในแถบยุโรปและประเทศอื่น ๆ แต่มีความละเอียดอ่อนแฝงเร้นไปด้วยปรัชญา การเมือง การปกครองแบบไทย ๆ ที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน คือ
ประการที่หนึ่ง ทรงเป็นพระประมุขที่คอยแบกความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน เหมือนบิดามารดาเลี้ยงดูบุตร ต้องทรงตรากตรำพระวรกายและทรงวางพระองค์เป็นกลางทางการเมืองท่ามกลางฝ่ายการเมืองต่าง ๆ
ประการที่สอง ทรงเป็นที่เคารพสักการะของคนไทยทั้งชาติ อันเป็นไปโดยสายเลือดและความศรัทธาเลื่อมใสในพระราชปณิธานและพระราชกรณียกิจ และทรงเป็นศูนย์รวมแห่งความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ
ประการที่สาม ทรงมิอยู่ในฐานะจะถูกละเมิดหรือถูกฟ้องร้องใด ๆ ได้ การใช้พระราชอำนาจบริหารราชการแผ่นดินของพระองค์จะต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อันได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ประธานองคมนตรี เพื่อให้บุคคลเหล่านี้เป็นผู้รับผิดชอบในความถูกต้อง เนื้อหาสาระที่สามารถตรวจสอบได้ ชี้แจงได้
ประการที่สี่ ดำรงพระราชสถานะเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก ตามนิติราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาล วิธีการอุปถัมภ์ศาสนาต่าง ๆ ก็มีแตกต่างกันไปแต่ในศาสนาพุทธ ยึดหลักการถวาย สมณศักดิ์และค่านิตยภัตต์ให้แก่พระเถรานุเถระ เพื่อไปปกครองดูแลสงฆ์ เผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา ฯลฯ
ประการที่ห้า ดำรงพระราชสถานะ "จอมทัพไทย" เป็นมรดกตกทอดมาจากพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทยต้องต่อสู้รบพุ่งเพื่อปกปักรักษาคุ้มครองเอกราชของชาติ และปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญฯ ยังได้ถวายพระราชอำนาจเหนือบรรดาทหารทั้งปวงด้วย
ที่กล่าวมาในตอนนี้ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระราชสถานะที่ชัดเจนแตกต่างกับพระมหากษัตริย์ของชาติใด ๆ ในโลกนี้
พระราชอำนาจตามนิติราชประเพณี
นิติราชประเพณีทางการเมืองการปกครองของไทย มีมากมายและมีมานานช้า เป็นนิติราชประเพณีที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนที่ยังมิได้มีนักรัฐศาสตร์ผู้ใด มหาวิทยาลัยใดหยิบยกขึ้นมาพิจารณาว่า มีนิติราชประเพณีใดบ้างที่สามารถนำมาใช้อย่างเหมาะสมพอดีกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 7 ก็กล่าวไว้ว่า "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" นั่นก็หมายความว่า ประเพณีการปกครองเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและต้องศึกษากำหนดให้ชัดเจน
ในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของไทย เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นและมีกรณีต่าง ๆ ที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ก็ทรงใช้นิติราชประเพณีในอดีตที่มี มาปรับใช้อย่างแนบเนียนกลายเป็นวัฒนธรรมอำนาจอย่างหนึ่ง
วัฒนธรรมการคิดเรื่องอำนาจของยุโรป - สหรัฐอเมริกา จะเน้นที่หลักความเป็นปัจเจกนิยม (Individualism) แบบตัวใครตัวมัน ตั้งอยู่บนความเสมอภาค (Equality) ตามนิติธรรม (The Rule of Law) และมีการแบ่งแยกปริมณฑลแห่งอำนาจ (Separation of Spheres) ซึ่งแตกต่างกับวัฒนธรรมอำนาจของไทยที่มีมาแต่โบราณกาลซึ่งยึดหลักการใช้อำนาจด้วยธรรมะ ด้วยเมตตา และด้วยความสัมพันธ์ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน
วัฒนธรรมอำนาจแบบไทย ๆ เช่นนี้สามารถทำความเข้าใจร่วมกันได้จากนิติราชประเพณีที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์และคนไทย กล่าวคือ

ประการแรก คนไทยทั้งประเทศมีความสำนึกร่วมกันว่า พระมหากษัตริย์ของไทยเกือบทุกพระองค์เป็นประดุจบิดาที่คอยปกป้องคุ้มครองชีวิตของตนเอง ความรู้สึกเช่นนี้ยังฝังแน่นอยู่ในสายเลือดของคนไทย จนเกิดความผูกพันอันแน่นแฟ้นที่คนไทยจะขาดเสียซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์มิได้ และคนไทยที่แท้จริงต่างปลงใจศรัทธามีความเชื่อมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์
พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยลาภพฤติยากร ได้แสดงปาฐกถาไว้ตอนหนึ่งว่า
"…ในวัฒนธรรมเดิมของคนไทยเรานั้น พระมหากษัตริย์มีหน้าที่ดุจพ่อเมือง เป็นผู้นำออกรบพุ่งในเวลามีศึกสงคราม ทั้งเป็นพ่อผู้ปกครอง เป็นทั้งตุลาการของราษฎรในเวลาปกติ ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนเป็นไปอย่างสนิทสน”
คำกล่าวนี้ยังคงใช้กับคนไทยได้ในสมัยปัจจุบัน

ประการที่สอง นิติราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจอย่างจำกัดต่อคนไทยในชาติ ดังเช่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์จะทรงตรากฎหมายมาใช้บังคับราษฎรต้องขอโทษกันแล้วขอโทษกันอีก ต้องชี้แจงแสดงเหตุผลอย่างละเอียดพิสดาร อ้างถึงความจำเป็นเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร อ้างบาลีจากคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ที่มโนสาราจารย์ไปได้มาจากขอบจักรวาล มิได้ออกกฎหมายมาบังคับใช้ตามอำเภอใจ นอกจากนี้ยังทรงออกกฎมณเฑียรบาลมายับยั้งการใช้พระราชอำนาจของ พระองค์เอง ผิดกับวัฒนธรรมของตะวันตกที่ออกกฎหมายมาตามใจของผู้เป็นรัฐาธิปัตย์ ดังกรณีเมียซีซ่าสมัยกรุงโรมที่กล่าวไว้ว่า เพราะฉันต้องการอย่างนี้ เพราะฉันชอบอย่างนี้ จงไปออกเป็นกฎหมาย หรือพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กล่าวว่า เรานี่แหละรัฐ
นิติราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ทรงถือเอาราษฎรเป็นสำคัญเช่นนี้ ได้เป็นมรดกตกทอดกลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ได้ถือเป็นหลักการปกครองราษฎรโดยไม่ได้ทรงยึดมั่นและผูกขาดอยู่ในพระราชอำนาจเด็ดขาดที่พระมหากษัตริย์ทรงมีอยู่ กลับพยายามเตรียมการต่าง ๆ ให้ราษฎรได้มีส่วนในการใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 5 6 และ 7 แห่งราชวงศ์จักรี ต้องยอมรับว่า นิติราชประเพณีที่ถือเอาราษฎรเป็นสำคัญนี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่เฉพาะในสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย

ประการที่สาม นิติราชประเพณีที่ถือเอาธรรมะเป็นเครื่องมือในการ ปกครองราษฎร ดังจะเห็นได้จาก ความมีใจกว้างขวางให้ราษฎรมีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา ความมีเมตตาแก่สรรพสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ และการให้อภัย การเอาชนะโดยธรรม การควบคุมตนเอง การเป็นที่พึ่งพิง การละอบายมุข การทำหน้าที่ทางสังคมด้วยความถูกต้องดีงามของแต่ละฝ่าย การตรวจสอบดูแลทุกข์สุขของราษฎร
ด้วยวัฒนธรรมนี้ พระมหากษัตริย์ของไทยทุกพระองค์จึงต้องทรงมีความรู้ ( ราชศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ศิลปวิทยาการต่าง ๆ ) ทรงเป็นคนดี ทรงอุทิศตนเพื่อผู้ใต้ ปกครองทุกหมู่เหล่าได้มีความสุข ทรงส่งเสริมธรรมะ คนดี สิ่งที่ถูกต้องดีงาม ทรงสร้างความร่มเย็นเป็นสุขและทรงห่วงใยใกล้ชิดประชาชน

ประการที่สี่ นิติราชประเพณีในการรักษาไว้ซึ่งเอกราชความเป็นไท และคนไทยที่มั่นคงในพระพุทธศาสนา ปรากฏมาแล้วจากการสูญเสียเอกราชอธิปไตยในสมัยกรุงศรีอยุธยา 2 ครั้ง ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชต้องพยายามกอบกู้เอกราชคืนมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงทำศึกป้องกันประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ต้องยอมเสียดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตย ความเป็น เอกราชของชาติจากการคุกคามของจักรวรรดินิยม
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชผู้ทรงถูกบีบบังคับให้เข้ารีตนับถือคริสตศาสนาจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ทรงใช้ปรีชาญาณเอาตัวรอดด้วยพระราชดำรัสว่า
"ขอบพระทัยพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเป็นนักหนาที่มีความสนิทเสน่หาในข้าพเจ้า แต่การที่เปลี่ยนศาสนาที่เคยนับถือมา 2,229 ปีแล้วนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนอื่นขอให้บาทหลวงทำให้ราษฎรของข้าพเจ้าเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ให้หมดเสียก่อน แล้วข้าพเจ้าจะเข้าตามภายหลัง อีกประการหนึ่งเล่าทรงประหลาดพระทัยเป็นหนักหนาว่า เหตุใดพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสจึงก้าวก่ายอำนาจของพระเจ้า เพราะการที่มีศาสนาต่าง ๆ ในโลกนั้น มิใช่ความประสงค์ของพระเจ้าดอกหรือ จึงมิได้บันดาลให้มี เพียงศาสนาเดียวในเวลานี้ พระเจ้าคงปรารถนาให้ข้าพเจ้านับถือพระพุทธศาสนาไปก่อน เพราะฉะนั้น จะรอคอยความกรุณาของพระองค์บันดาลให้นับถือ คริสตศาสนาในวันใด ก็จะเปลี่ยนไปนับถือคริสตศาสนาเมื่อนั้น จึงขอฝากชะตากรรมของข้าพเจ้าและกรุงศรีอยุธยาไว้ให้อยู่ในความบันดาลของพระเจ้าด้วย ขอพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสสหายของข้าพเจ้า อย่าได้น้อยพระทัยเลย"

ประการที่ห้า นิติราชประเพณีที่ปรากฏมาก็คือ พระมหากษัตริย์ทรงทำนุบำรุงประเทศชาติและประชาชน ยิ่งกว่าพระองค์เองและพระราชวงศ์ต้องเสด็จพระราชกรณียกิจการสงครามบ้าง ประพาสเยี่ยมเยียนราษฎรบ้าง เพื่อนำเอาความทุกข์ยากเดือดร้อนเข้ามาแก้ไข โดยเฉพาะพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันที่ทรงถือเอาราษฎรคือบุคคลที่สามารถเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดกับพระองค์มากกว่าข้าราชการหรือบุคคลใด ๆ
ประการที่หก นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ได้เกิดมีนิติราชประเพณีใหม่ขึ้นมาในสถาบันพระมหากษัตริย์ที่จะต้องเป็นกลางทางการเมือง ปลอดจากการเมือง ปราศจากฝักฝ่าย พรรคการเมืองใดขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดินก็ต้องเป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทั้งสิ้น แม้รัฐบาลจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนกันบริหารประเทศ ก็มิได้เกิดปัญหากับสถาบันพระมหากษัตริย์
นิติราชประเพณี ทั้ง 6 ประการที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าไม่มีนิติราชประเพณีใดขัดหรือแย้งกับแนวความคิดอุดมการณ์ในการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่กลับสนับสนุน ส่งเสริมวัฒนธรรมการปกครองแบบไทย ๆ เราที่จะต้องปรับการใช้ อำนาจ สิทธิ และปัจเจกนิยม ให้สอดคล้องกับ ธรรมะ ความเมตตา และความสัมพันธ์ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน
วัฒนธรรมความคิดทางการปกครองของไทยปัจจุบันเริ่มมีอิทธิพลต่อการนำความคิดแบบตะวันตกในทฤษฎีเกี่ยวกับอำนาจเข้ามาใช้ จึงทำให้การปกครองของไทยมีปัญหา แม้จะแก้ระบบให้ดีอย่างใดต่อไปอีกก็จะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติเสมอ ดังเช่น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ดูแล้วดี แต่วันนี้สร้างปัญหาทำให้เกิด การเมืองรัฐสภาที่ผูกขาด ไม่สามารถตรวจสอบได้ สร้างความวิตกห่วงใยขึ้นในหมู่คนไทยว่าจะเกิดวิกฤติการณ์รัฐธรรมนูญขึ้นอีก ในที่สุดคนไทยก็คงต้องพึ่งพระบรมเดชานุภาพของพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ทรงแก้ไขเยียวยาให้ เหมือนวิกฤติการณ์ทุกครั้งที่ผ่านมา

พระราชอำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ปกครองมาแต่โบราณกาลนับตั้งแต่ยุคต้นของประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำชาติไทยทั้งในยามศึกและยามสงบ ทรงปกป้องคุ้มครองภยันตรายแก่ประชาชน และทรงเป็นผู้รวมชาติไทยให้เป็นปึกแผ่นมาโดยตลอด แม้จะทรงมีพระราชอำนาจอย่างล้นพ้นแต่ก็ทรงใช้เพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์และความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติอย่างแท้จริง นอกจากนั้น พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ยังทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎร์ ซึ่งการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจดังกล่าวนี้ต้องทรงตรากตรำพระวรกายเป็นอย่างมากแต่ก็มิได้ทรงย่อท้อต่อความยากลำบาก และมิได้ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใดจึงกล่าวได้อย่างแท้จริงว่า พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างในการยังความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงมาสู่ประเทศชาติเสมอมา นับว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมไทย ทำให้สังคมไทยมีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเองและแตกต่างจากสังคมอื่น

พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคแต่ละสมัย กล่าวคือ
สมัยสุโขทัย พระมหากษัตริย์นอกจากจะทรงเป็นนักรบแล้วในทางการเมืองการปกครองก็เป็นพระประมุขที่ปกครองราษฎรเหมือนพ่อปกครองลูก เสมือนเป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่ที่เรียกว่า "พ่อขุน" โดยมีธรรมะเป็นหลักในการปกครอง และเป็นตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นระหว่างราษฎรกันเองหรือกับ "ลูกเจ้าลูกขุน" ราษฎรจึงมีความเสมอภาคกันในทางกฎหมาย
สมัยอยุธยา เปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากพ่อปกครองลูกเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยเปลี่ยนคำเรียกผู้ปกครองจาก "พ่อขุน" มาเป็น "พระมหากษัตริย์" โดยพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในฐานะต่างๆ กันดังนี้
ประการแรก ในฐานะทรงเป็นเจ้าชีวิต หมายความว่า ทรงมีพระราชอำนาจเหนือชีวิตคนทุกคนเพราะกฎหมายทั้งหลายล้วนมาจากพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้นและบุคคลอื่นจะใช้อำนาจนั้นได้ ก็ต่อเมื่อได้รับพระราชทานอาญาสิทธิ์ จากพระมหากษัตริย์ก่อน
ประการที่สอง ในฐานะพระเจ้าแผ่นดิน หมายความว่า ทรงสามารถใช้พระราชอำนาจในฐานะที่ทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินทั่วพระราชอาณาจักรจะพระราชทานที่ดินให้แก่ผู้ใดก็ได้ หรือจะทรงเรียกคืนเมื่อใดก็ได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังทรงเป็นจอมทัพในการศึกสงครามทำให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจที่จะทำการใด ๆ ก็ได้
ประการที่สาม ในฐานะธรรมราชา หมายความว่า ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกในพุทธศาสนาและทรงใช้พระราชอำนาจปกป้องรักษาสถาบันแห่งพระพุทธศาสนา ตลอดจนศีลธรรมแห่งศาสนาด้วย ประการสุดท้าย ในฐานะเทวราช หมายความว่า เมื่อมีพระบรมราชโองการแล้ว พระบรมราชโองการนั้นถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดจะขัดขืนมิได้ แม้แต่จะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นในทางใด ๆ ก็ไม่ได้ทั้งสิ้น ดังนั้น พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยา จึงมีพระราชอำนาจเป็นล้นพ้น
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในยุคต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ยังคงดำรงอยู่ในลักษณะสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีการยกเลิกฐานะสมมติเทวราชของพระมหากษัตริย์โดยการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์นั้น ไปในทางที่อำนวยประโยชน์สุขแก่ราษฎรมากกว่าที่จะทรงกระทำตามพระราชหฤทัย ดังจะเห็นได้จากในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแนวความคิดในการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ จากการที่ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดสมบูรณ์ทุกประการไปสู่การกระจายพระราชอำนาจและการยอมรับให้ขุนนางหรือข้าราชการทั้งปวงมีสิทธิมีส่วนในการบริหารประเทศร่วมกับพระมหากษัตริย์ แนวคิดนี้ปรากฎเป็นรูปธรรมในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจะเห็นจากทรงจัดระเบียบการบริหารราชการเป็นส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ส่วนกลางได้จัดตั้งกระทรวง กรม ต่าง ๆ ขึ้นมีเสนาบดีประจำแต่ละกระทรวงรับผิดชอบและบังคับบัญชา ส่วนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคนั้นได้จัดรูปแบบการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาล มีเทศาภิบาลซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลางปฏิบัติหน้าที่บังคับบัญชาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเป็นล้นพ้นแต่ภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 พระมหากษัตริย์ต้องทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระราชอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ที่ทรงใช้ในฐานะองค์อธิปัตย์แต่เดิมถูกบทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องทรงใช้ภายใต้ "คำแนะนำและยินยอม" ของสถาบันทั้งหลายที่รัฐธรรมนูญกำหนด นับเป็นช่วง หัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองอย่างแท้จริงของการปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีเวลาสั้นมากเพียงปีเศษ พระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงสละราชสมบัติ และในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระมหากษัตริย์แทบจะมิได้ทรงใช้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญด้วย พระองค์เอง หากแต่ได้มีการแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนเกือบตลอดรัชสมัยของพระองค์ จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองหลายครั้ง มีการร่างรัฐธรรมนูญอยู่หลายฉบับแต่ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนแปลงไปกี่ฉบับก็ตาม โดยหลักใหญ่ใจความแล้วพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีอยู่ตามลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญมิได้มีการเปลี่ยนแปลงจะมีการแก้ไขบ้างก็เพียงเล็กน้อยโดยโน้มไปในทางที่จะถวายพระเกียรติยศหรือเพิ่มพูนพระราชอำนาจให้มากขึ้น
"พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์" นั้นทรงเป็นล้นพ้นแสดงให้เห็นปรากฏเป็น 2 นัย คือ นัยแรกเป็นความหมายทางกฎหมาย นัยที่สองเป็นความหมายทางธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมา
นอกจากนั้นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ยังหมายความรวมถึงพระราชอำนาจตามประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมา จนถือว่าเป็นพระราชอำนาจที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแต่ทรงใช้ได้จริงเพราะองค์กรในรัฐธรรมนูญยอมรับเช่นนั้น เช่นพระราชอำนาจที่จะทรงพิจารณาฎีกาที่ประชาชนผู้เดือดร้อนทูลเกล้าฯ ถวาย

พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยมีมากมายหลายด้าน ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรปรากฏในรัฐธรรมนูญและทั้งส่วนที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติดังต่อไปนี้
ก. พระราชอำนาจที่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นพระราชอำนาจที่บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในรัฐธรรมนูญ ได้แก่ พระราชอำนาจในฐานะพระประมุข พระราชอำนาจในฐานะที่ทรงเป็นที่มาแห่งเกียรติยศและความยุติธรรม พระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัย และพระราชอำนาจในด้านอื่นๆ

1. พระราชอำนาจในฐานะพระประมุข รัฐธรรมนูญทุกฉบับบัญญัติไว้เหมือนกันหรือมี
นัยเดียวกันทุกฉบับที่เป็นการรับรองพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ ได้แก่
1.1 พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้บัญญัติเพิ่มเติมว่า "ผู้ใดจะกล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ ในทางใด ๆ มิได้"
1.2 พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก
1.3 พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
1.4 พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 บัญญัติเพิ่มเติมว่า "ทรงเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหารทั้งปวง"
ส่วนการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในฐานะเป็นพระประมุขของประเทศนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้กำหนดหลักการสำคัญไว้ในมาตรา 3 ว่า"มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้"
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตย "แต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ" เป็นการให้พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนชาวไทยเพียงพระองค์เดียว โดยทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภา ทรงใช้อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาล
ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 บัญญัติให้ "อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย" และไม่ระบุแบ่งแยกอำนาจเป็น 3 อำนาจอีกโดยที่พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในฐานะทรงเป็นพระประมุขของประเทศ แทรกอยู่ในหมวดต่าง ๆ หลายหมวดได้แก่ ในหมวด 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ หมวด 6 ว่าด้วยรัฐสภา หมวด 7 ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี หมวด 8 ว่าด้วยศาล ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้บัญญัติเพิ่มเติมพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในหมวด 10 ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและหมวด 11 ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน จึงได้นำมาจัดแบ่งเป็นส่วนๆ ได้ดังนี้
ส่วนที่ 1 พระราชอำนาจทางฝ่ายบริหาร
พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ทางฝ่ายบริหารสาระสำคัญส่วนใหญ่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เหมือนกันทุกฉบับ ดังต่อไปนี้
1. ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
ก่อนที่พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งบุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรี ในทางปฏิบัติจะมีการหยั่งเสียง ซึ่งทำได้หลายวิธีและมีกระบวนการแตกต่างออกไปตามแต่ละสมัยเช่น มีการหารือระหว่างหัวหน้าพรรคการเมืองเพื่อหาผู้เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี ในการหยั่งเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมักเลือกคนที่พรรคการเมืองเห็นว่าเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นจะนำขึ้นทูลเกล้าฯให้ทรงแต่งตั้ง ซึ่งพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งตามที่ผู้มีอำนาจลงนามรับสนองพระบรมราชโองการถวายคำแนะนำ แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น เช่นในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจในฐานะพระประมุขโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อประโยชน์และความสงบของบ้านเมืองได้
2. ทรงแต่งตั้งรัฐมนตรี
ภายหลังจากที่ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีแล้วนายกรัฐมนตรีก็จะเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วไปดำเนินการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี เมื่อได้บุคคลที่จะประกอบกันเป็นคณะรัฐมนตรีแล้ว ก็นำความขึ้นกราบบังคมทูลแนะนำ เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการและนำคณะรัฐมนตรีที่ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นอกจากทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีแล้ว พระมหากษัตริย์ยังทรงให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งได้ ตามคำกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงคณะรัฐมนตรีใหม่
3. ทรงตราพระราชกำหนด
พระราชกำหนดเป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรีในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่รักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยสาธารณะ หรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะกรณีหนึ่ง และอีกกรณีหนึ่งในระหว่างสมัยประชุม ถ้ามีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร หรือเงินตรา ซึ่งจะต้องได้รับการ พิจารณาโดยด่วนและลับ เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน มีผลบังคับใช้ดังเช่น พระราชบัญญัติ แล้วเสนอให้รัฐสภาอนุมัติ
4. ทรงตราพระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นตามคำแนะนำของ คณะรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ
5. พระราชอำนาจในด้านการต่างประเทศ
ในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ ทรงเป็นสัญญลักษณ์ของความเป็นชาติ และทรงเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นผู้แทนประชาชนชาวไทย ในการติดต่อเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาชาติ และพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก สัญญาอื่นกับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ รวมถึงพระราชอำนาจในการประกาศสงครามเมื่อได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา นอกจากนั้นยังทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตไปประจำในประเทศอื่น และเสด็จออกรับพระราชสาส์นตราตั้ง คือ อักษรสาส์นตราตั้ง จากเอกอัครราชทูตประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับแต่งตั้งมาสู่ราชสำนัก
ส่วนที่ 2 พระราชอำนาจทางฝ่ายนิติบัญญัติ
พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ทางฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ดังนี้
1. ทรงแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา
รัฐธรรมนูญบัญญัติสาระสำคัญไว้เหมือนกันทุกฉบับให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งยกเว้นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่บัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง โดยนายกรัฐมนตรีจะนำรายชื่อสมาชิกวุฒิสภาขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง ส่วนใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2517 ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้นำรายชื่อสมาชิกวุฒิสภาขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง
2. ทรงแต่งตั้งประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
รัฐธรรมนูญบัญญัติสาระสำคัญไว้เหมือนกันทุกฉบับ โดยในการประชุมคราวแรกของแต่ละสภาสมาชิกจะทำการคัดเลือกประธานและรองประธาน หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรี จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง ในการดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 บัญญัติให้ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นรองประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บัญญัติให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานรัฐสภาและประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง
3. ทรงแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
รัฐธรรมนูญบัญญัติสาระสำคัญไว้เหมือนกันทุกฉบับคือ ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้เข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตามที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 เป็นต้นมาจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
4. ทรงแต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 กับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 เรียกว่า"ผู้ตรวจการรัฐสภา" พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามมติของรัฐสภา โดยประธานรัฐสภา เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเรียกว่า"ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา" พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาโดยมีประธานวุฒิสภา เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง
5. ทรงแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ได้บัญญัติไว้เพียงฉบับเดียวคือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวตามคำแนะนำของวุฒิสภา โดยมีประธานวุฒิสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง
6. ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและปิดประชุม
รัฐธรรมนูญบัญญัติสาระสำคัญไว้เหมือนกันทุกฉบับคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ ทุกคราวที่มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ เมื่อมีการเปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีสมัยแรกภายหลังการเลือกตั้งนั้น ซึ่งย่อมหมายความว่า เป็นสมัยประชุมครั้งแรกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เพิ่งจะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนชาวไทยจึงควรจะให้โอกาสสมาชิกรัฐสภาเหล่านั้น ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในพิธีเปิดสมัยประชุม ซึ่งโดยปกติแล้วกำหนดจัดรัฐพิธีนี้ ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคมพระราชวังดุสิต และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงกระทำพิธีเปิดสมัยประชุม
ส่วนการเรียกประชุมสมัยวิสามัญ แยกเป็น 2 กรณี คือ กรณีรัฐบาลเห็นสมควรเรียกประชุมสมัยวิสามัญก็ให้ทำเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ถ้าเป็นกรณีสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าชื่อกันร้องขอให้เรียกประชุมสมัยวิสามัญ โดยให้ทำเป็นพระบรมราชโองการเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา โดยประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูลและลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
นอกจากนี้การขยายระยะเวลาประชุมสมัยสามัญของรัฐสภาหรือการปิดสมัยประชุมสามัญก่อนครบกำหนด ก็ให้ทำเป็นพระราชกฤษฎีกาเช่นเดียวกัน
7. การยุบสภาผู้แทนราษฎร
รัฐธรรมนูญบัญญัติสาระสำคัญไว้เหมือนกันทุกฉบับ โดยเมื่อฝ่ายบริหารตัดสินใจให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรีนำเข้ากราบบังคมทูลถวาย ซึ่งพระมหากษัตริย์อาจจะพระราชทานคำแนะนำหรือท้วงติงแก่นายกรัฐมนตรี ถึงความเหมาะสมในการยุบสภาผู้แทนราษฎร ตามทางปฏิบัติที่เป็นมาแล้วทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีทูลเกล้า ฯ ถวาย
8. ทรงตราพระราชบัญญัติ
รัฐธรรมนูญบัญญัติสาระสำคัญไว้เหมือนกันทุกฉบับคือ ร่างพระราชบัญญัติทั้งหลายที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลเป็นกฎหมาย ส่วนกำหนดระยะเวลานำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายนั้นบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 กำหนดระยะเวลาไว้ภายใน 30 วัน ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดระยะเวลาไว้ ภายใน 20 วัน
9. ทรงยับยั้งร่างพระราชบัญญัติ
รัฐธรรมนูญบัญญัติสาระสำคัญไว้เหมือนกันทุกฉบับคือ พระราชอำนาจในการยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินับเป็นพระราชอำนาจทางด้านนิติบัญญัติที่สำคัญประการหนึ่ง โดยการยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้น หากพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติใดและพระราชทานคืนมายังสภา หรือในกรณีที่เมื่อพ้นเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ถือว่าได้ทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้น ซึ่งโดยปกติ พระมหากษัตริย์จะไม่ทรงใช้พระราชอำนาจนี้ ดังจะเห็นได้จากครั้งที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ลงมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2517 และนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นพ้องด้วยแต่ไม่ได้ใช้พระราชอำนาจยับยั้งโดยตรง แต่ทรงมีพระบรมราชวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า "การให้ประธานองคมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นการดึงพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวกับการเมือง"สภานิติบัญญัติจึงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามพระราชกระแส"
ในการใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่างพระราชบัญญัติโดยตรงนั้น ได้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในคราวนั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติหมิ่นประมาท พุทธศักราช .... ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการจำกัดดุลยพินิจของศาล และไม่สอดคล้องกับเสรีภาพของสื่อมวลชน พระมหากษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อเกิน 90 วันไปแล้ว รัฐสภาไม่มีการหยิบยกขึ้นมาเพื่อลงมติยืนยันอีก
ส่วนที่ 3 พระราชอำนาจทางฝ่ายตุลาการ
พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ทางฝ่ายตุลาการ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ดังนี้
1. ทรงแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 กับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 เรียกว่า "ตุลาการรัฐธรรมนูญ" นายกรัฐมนตรี จะนำรายชื่อผู้ที่ได้รับเลือกกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเรียกว่า "ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา โดยมีประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง
2. พระราชอำนาจในการพิพากษาคดี
รัฐธรรมนูญบัญญัติสาระสำคัญไว้เหมือนกันทุกฉบับ โดยให้พิจารณาพิพากษาคดีของศาลต้องกระทำในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
3. ทรงแต่งตั้งและให้ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมพ้นจากตำแหน่ง
การแต่งตั้งและการให้ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมพ้นจากตำแหน่ง ต้องได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมก่อนแล้วจึงนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งหรือให้พ้นจากตำแหน่ง ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับปีพุทธศักราช 2492 ถึงฉบับปัจจุบันบัญญัติไว้เหมือนกัน ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 บัญญัติเพิ่มให้การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน การย้ายต้องได้รับความเห็นชอบของพระมหากษัตริย์ด้วย
4. ทรงแต่งตั้งและให้ตุลาการในศาลปกครองพ้นจากตำแหน่ง
พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งและการให้ตุลาการในศาลปกครองพ้นจากตำแหน่ง ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันโดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้บัญญัติเพิ่มให้การแต่งตั้งและให้ตุลาการในศาลปกครองพ้นจากตำแหน่ง ต้องได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองด้วย
5. ทรงแต่งตั้งประธานศาลปกครองสูงสุด
พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งประธานศาลปกครองสูงสุดบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเท่านั้น โดยการแต่งตั้งประธานศาลปกครองสูงสุดนั้น ต้องได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองและวุฒิสภา โดยให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง

2. พระราชอำนาจในฐานะที่ทรงเป็นที่มาแห่งเกียรติยศและความยุติธรรม
พระราชอำนาจในส่วนนี้มีสาระสำคัญเหมือนกันทุกฉบับ ดังนี้
1. การสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รวมทั้งการถอดถอนฐานันดรศักดิ์และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ซึ่งบัญญัติไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช 2492 ถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
2. การแต่งตั้งและถอดถอนข้าราชการในพระองค์และสมุหราชองครักษ์ เป็นพระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัยในการแต่งตั้งและการให้ข้าราชการในพระองค์และสมุหราชองครักษ์พ้นจากตำแหน่ง บัญญัติไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช 2492 ถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
3. การแต่งตั้งและให้ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนตำแหน่งปลัดกระทรวงอธิบดีและเทียบเท่าพ้นจากตำแหน่ง เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งและให้ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดีและเทียบเท่าพ้นจากตำแหน่ง บัญญัติไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ พุทธศักราช 2492 ถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
4. พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ
เมื่อศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วจำเลยผู้ต้องคำพิพากษาว่ากระทำความผิดและต้องได้รับโทษหรือผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ โดยจะยื่นเรื่องต่อกระทรวงมหาดไทย หรือทูลเกล้าฯถวายโดยตรงทางสำนักราชเลขาธิการก็ได้ ซึ่งสำนักราชเลขาธิการจะส่งฎีกานั้นให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาทำความเห็นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงพิจารณาประกอบพระราชดำริเสมอแล้ว พระมหากษัตริย์จึงพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย

3. พระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัย
พระราชอำนาจในส่วนนี้สาระสำคัญส่วนใหญ่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เหมือนกัน
1. แต่งตั้งองคมนตรี
โดยให้พระองค์ทรงเลือกและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานองคมนตรีและองคมนตรีประกอบเป็นคณะองคมนตรี การเลือกและแต่งตั้งรวมไปถึงการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย บัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 จนถึงฉบับปัจจุบัน ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 ใช้คำว่า "อภิรัฐมนตรี"
2. ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักรหรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารราชภาระไม่ได้ จะทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2489 บัญญัติให้ทรงตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 บัญญัติให้ทรงตั้งอภิรัฐมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และต่อมาได้ยกเลิกตำแหน่ง "อภิรัฐมนตรี" และมีตำแหน่งองคมนตรีขึ้นมาแทน
3. แต่งตั้งพระรัชทายาท
ตามกฏมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467 ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบและอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ในเรื่องนี้มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 และ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
4. แก้ไขเพิ่มเติมกฏมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467
โดยถือเป็นพระราชอำนาจโดยเฉพาะเมื่อพระมหากษัตริย์มีพระราชดำริประการใดให้องคมนตรีจัดร่างกฏมณเทียรบาลแก้ไขเพิ่มเติมกฏมณเทียรบาลเดิม ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อมีพระราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประธานองคมนตรีแจ้งประธานรัฐสภา เพื่อแจ้งให้รัฐสภาทราบ เพื่อจะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

4. พระราชอำนาจในด้านอื่น ๆ
1. ทรงแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเท่านั้น โดยให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวตามคำแนะนำของวุฒิสภา โดยมีประธานวุฒิสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง
2. ทรงแต่งตั้งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในการแต่งตั้งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 กับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 บัญญัติให้ พระมหากษัตริย์ทรง แต่งตั้ง "ผู้ตรวจเงินแผ่นดินของรัฐสภา" ตามมติของรัฐสภา และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บัญญัติให้ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง "กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน" และ "ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน" ตามคำแนะนำของวุฒิสภา